Happiness

สิ่งที่ฉันเป็น

posted on 15 Dec 2011 18:28 by bluezy in Happiness

‘เราเคยไม่ชอบแกด้วยนะ’

ถ้าเพื่อนที่สนิทกับคุณในระดับหนึ่งพูดกับคุณแบบนี้ในวันหนึ่ง 

คุณจะรู้สึกยังไง?

หน้าชา, พยายามถามเหตุผล

เสียใจ, ไม่คุยกับมัน

แต่ฉัน... หัวเราะ 

 

เรื่องมันเริ่มในเย็นวันหนึ่งในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ขณะนั้นฉันและเพื่อนๆ กำลังนั่งอยู่บนรถแท็กซี่เพื่อพาน้องรหัสของพวกเราไปเลี้ยง แล้วเราก็เริ่มต้นเผากันเองให้บรรดาน้องรหัสฟัง

เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างฉันและกำลังเล่นผมของฉันอย่างสนุกสนานพูดประโยคนั้นขึ้นมา

... และฉันก็หัวเราะ

 

ความจริงแล้วฉันก็พอจะรู้อยู่ว่ามีเพื่อนหลายคนไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่, จากเหตุการณ์หลากหลายเหตุการณ์ในช่วงค่ายแนะแนวของคณะฉันและค่ายรับน้องปีหนึ่ง

ขณะนั้นฉันมีหน้าที่คือเป็น ‘ฝ่ายประสานงาน’ ที่ฉันอยากจะเรียกว่า ‘ฝ่ายประสานงา’ ซะมากกว่า

เพราะต้องทั้งติดต่อผู้ใหญ่ ติดต่อรุ่นพี่และคุมเพื่อนเพื่อจัดกิจกรรมให้มันผ่านพ้นไปได้

การคุมเพื่อนสามร้อยกว่าคนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ฉันและเพื่อนฝ่ายประสานงานจะทำได้ง่ายๆ แน่นอน... การยืนพูดหน้าห้องมันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนไม่ค่อยสนใจ และสาเหตุที่เพื่อนไม่ชอบฉันก็คงมาจากตรงนั้น...

 

ฉันจำเป็นต้องตีหน้าให้ดูเคร่งเครียด

ฉันจำเป็นต้องใช้เสียงดัง

ฉันจำเป็นต้องสร้างความดราม่า

ฉันจำเป็นในหลายๆ อย่างที่เพื่อนหลายคนมองว่ามันไม่จำเป็น แต่ฉันต้องทำเพราะว่าฉันไม่เห็นวิธีไหนที่จะทำให้ทุกคนฟังฉันได้มากที่สุดเท่วิธีนี้

 

ฉันและเพื่อนๆ ก็ทำงานให้ผ่านไปได้ด้วยดีได้

แต่หลังจากฉันฉันเองก็นั่งเสียใจอยู่ร่วมเดือน... ที่เพื่อนหลายคนไม่ชอบฉัน

สุดท้ายแล้วฉันเลิกสนใจมันและทำใจได้, ว่าสักวันหนึ่ง... คงมีคนรู้ว่าจริงๆ แล้วฉันเป็นคนแบบไหน

แต่ตอนนั้นฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า... เพราะฉันรู้ว่าภาพลักษณ์ของฉันในสายตาเพื่อนบางคนมันติดลบซะจนดึงขึ้นมาให้เป็นศูนย์ก็ยังยากเลย

 

งานนั้นเป็นงานสุดท้ายที่ฉันต้องโวยวายและเหวี่ยงแหลก

และ... เวลาห่างหายไปหลายเดือน

 

ฉันไม่จำเป็นต้องทำหน้าเคร่งเครียด

ฉันไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดัง

ฉันไม่จำเป็นต้องก่อความดราม่า

ฉันกลับมาเป็นตัวฉันเองที่ใช้ชีวิตเงียบๆ ในคณะต่อไป

 

… และเพราะต้องมาเรียนแล็บทำให้ฉันได้มารู้จักเพื่อนคนนี้

ฉันกลับมาเป็นคนที่ใช้ชีวิตปกติอีกครั้งอย่างที่ฉันบอกไปแล้ว

ฉันบ้าเต็มที่ ฉันรั่วใส่เพื่อนเต็มที่... จนเพื่อนคงลืมไปแล้วว่ามันเองเคยไม่ชอบฉัน

ถ้ามันไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมากลางรถแท็กซี่ฉันคงไม่คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้... ถ้าเป็นเมื่อก่อนคือหลังจบค่ายใหม่ๆ ฉันคงเสียใจเศร้าไปอีกหลายวัน

 

แต่ว่าวันนี้ฉันดีใจที่เพื่อนบอกกับว่า ‘เคยไม่ชอบฉัน’

เพราะมันทำให้ฉันแน่ใจได้ว่า... ตัวตนที่ฉันเป็นเมื่อไม่ได้รับหน้าที่นั้นก็ยังทำให้เพื่อนที่เคยไม่ชอบขี้หน้าฉันเปลี่ยนมาคุยกันได้ เฮฮากันได้และสนิทสนมกันได้

 

ฉันยังต้องบอกอีกไหม, ว่าทำไมฉันถึงต้องหัวเราะหลังจากเพื่อนพูดจบประโยคนั้น?

 

 

 

ปล. ดูดราม่าไปมั้ยเนี่ย ฮ่าๆ อยากให้เพื่อนได้อ่านแต่เขิน เก็บไว้กับตัวเองก่อนแล้วกัน
ปล.2 ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ค่ะ :D
ปล.3 @bluezyopal ทวิตเราค่ะ :)

มอมและโทน

posted on 08 Dec 2011 18:21 by bluezy in Happiness

มอมและโทน

เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน 

เพศเดียวกัน 

และมีศักดิ์เกือบเท่าเทียมกัน

 

มอม 

มอมเป็นหมาน้อยเพศเมียตัวล่าสุดที่อาม่าของฉันเลี้ยงไว้

ความจริงมอมก็ตัวไม่น้อยเท่าไหร่หรอก... แล้วอีกอย่างคือมอมไม่ใช่หมาน้อยหน้าตาน่ารักที่ใครเห็นแล้วต้องเดินเข้าไปเล่นด้วย

นอกจากจะหน้าตาไม่น่ารักแล้ว... มอมเป็นหมานิสัยเสีย

 

อาแปะของฉันเล่าว่ามอมเป็นหมาเพศเมียที่ชอบผู้หญิง เกลียดเด็กน้อย และเกลียดผู้ชายที่ใส่รองเท้าใหญ่โต

นอกจากนี้มอมยังเป็นหมารักสบายอีกด้วย

 

งานหลักของเจ้าหนูมอมคือการไปนอนหงายให้คนเอาเข้าเขี่ยพุง

สบายไม่พอยังหลับตาพริ้ม... มีการเปลี่ยนข้างซ้ายขวาให้อีกด้วย!

 

ฉันก็หลวมตัวเอาเท้าลูบพุงให้มอมอยู่เกือบทุกครั้งที่ไปบ้านของอาม่า

และได้พบว่านอกจากที่มอมรักสบายแล้ว ก็ยังมีนิสัยขี้อ้อนเป็นเลิศ

ถ้าฉันหยุดลูบพุง (ด้วยเท้า) ให้คุณเธอเมื่อไหร่ล่ะก็... เธอจะหรี่ตาขึ้นมามองฉันและเมินหนีไปสักพัก

แล้วก็กลับมาพันแข้งพันขาจนฉันไม่เป็นอันทำอะไร

ถึงคราวนี้แหละ... มอมก็นอนหงายพุงขึ้นฟ้า กวักเท้าเรียกให้ฉันลูบพุงให้อีกรอบ

 

และอีกหลายหลายรอบ

จนกว่าฉันจะได้ออกจากบ้านหรือว่าเธอจะหิวนั่นแหละ!

 

 

โทน 

 

โทนเป็นหมาเพศเมียเช่นเดียวกับมอม และเป็นหมาน้อยในตำนานที่ใครก็ขนานนามว่าเป็นลูกสาวคนที่สิบเอ็ดของอาม่าเลยทีเดียว

(อันนี้ไม่ใช่เกินไป, เพราะอาม่าของฉันเลยเรียกให้โทนลูกรักมาไหว้อาเหล่ากง อาเหล่าม่ามาเรียบร้อยแล้ว)

ฉันรู้จักกันโทนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้เหมือนกัน

แต่วันที่ฉันเลิกกลัวโทนนั้น... ฉันจำได้แม่นยำ

 

ตอนเป็นเด็กฉันเป็นโรคกลัวหมากัดคล้ายกับเด็กหลายคน... รวมไปถึงเจ้าโทนด้วย

พอกลัว... เลยวิ่งหนี

ยิ่งวิ่งหนี... โทนยิ่งวิ่งไล่

พอฉันหกล้มแล้วหยุดวิ่ง... โทนก็เลิกวิ่งตามฉัน

 

ฉันเรียนรู้จากวันนั้นว่าความจริงแล้วที่วิ่งไล่เพราะโทนเข้าใจว่าฉันเล่นด้วยต่างหาก

รอยแผลเป็นที่เข่าจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็น่าจะเกือบสิบสองปีแล้ว นับวันมันก็จางเรื่อยๆ จนฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่มันจะจางหายไปจากเข่าข้าวขวาของฉัน

... แต่ที่ฉันรู้ก็คือนับจากที่ได้แผลมาวันนั้นฉันเลิกเกลียด เลิกกลัวหมาอีกเลย

 

 

ถึงแม้ว่าโทนจะไม่อยู่หลายปีแล้ว... แต่ที่เจ้าหนูมอมได้รับอานิสงส์นอนสบายให้ฉันได้เอาเท้าเขี่ยพุง 

... ก็คงต้องขอบคุณโทนที่สร้างแผลให้ฉันวันนั้น

 

 

 

 

ปล. เดี๋ยวเอนทรี่หน้าจะเปิด Category ใหม่นะคะ คือ "Place" เป็นเรื่องสั้นน่ารักๆ (คิดเอาเองว่าคงน่ารัก) ที่เกี่ยวกับความรักที่ไม่จำกัดว่าต้องเป็นชายหญิง แต่เป็นชายชายก็ได้ (อุ้ย ไม่ใช่ละ :P) แต่เป็นความรักหลายรูปแบบที่จะอยู่ในสถานที่ต่างๆ เท่าที่เราจะนึกออกเน้อ :) ฝากติดตามด้วยนะคะ

ปล.2 ขอบคุณทุกคอมเม้นต์มากๆ เลยค่ะ อ่านแล้วมีความสุขมากๆ จริง

ปล.3 หนูเรียนหนัก อาจจะมานานๆ ทีนะคะ อย่าเพิ่งลืมกันเน้อ

ปล.4 คุยกันได้ที่ @bluezyopal ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน  ^ ^

 

ค่ำคืนใต้แสงดาว

posted on 20 Nov 2011 13:44 by bluezy in Happiness

ฉันเพิ่งรู้ว่าคืนนั้นดาวสวย

อันที่จริงฉันอาจจะรู้ก็ได้แต่ว่าฉันจำไม่ได้ 

หรืออาจจะเป็นเพราะว่าฉันมัวแต่สนใจอย่างอื่นจนลืมมองท้องฟ้าคืนนั้นไป 

 

 

ไม่กี่วันก่อนฉันจัดสารพัดของในห้องของตัวเองอีกหนึ่งครั้ง... ซึ่งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ในเดือนนี้ (คงเป็นเพราะว่าฉันว่างงานซะหลือเกิน)

จัดไปก็ได้เจอกับกองกระดาษเฟรนด์ชิพสมัยมัธยมปลาย เลยเอามานั่งเปิดอ่านเป็นการย้อนวัย (ที่ไม่ค่อยมากเท่าไหร่)

ในกองนั้นมีตั้งแต่กระดาษที่เพื่อนเขียนให้ฉัน, กระดาษที่ฉันเขียนให้เพื่อนยังไม่เสร็จ, และบางส่วนที่ฉันยังไม่ได้เขียนให้เพื่อนเลย (เป็นกระดาษที่ขาวสะอาดมาก อายตัวเองอยู่เหมือนกัน)

 

 

หนึ่งในหลายแผ่นนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งของฉันเขียนเรื่องราวของ ‘คืนนั้น’ ลงไป

คืนนั้น, น่าจะเป็นคืนสุดท้ายที่โบนันซา เขาใหญ่ ที่ฉันและเพื่อนในห้องไปเที่ยวกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง

 

พวกเรานั่งอยู่ในร้านอาหารที่ไกลจากโบนันซาเพียงไม่เกินยี่สิบก้าวเดิน... และปิ้งบาร์บีคิวกินกัน

 

ในตอนแรกก็ดูเหมือนทุกคนสนุกสนานกับการปิ้งย่างมาก มีทั้งบาร์บีคิวที่ร้านทำให้ บาร์บีคิวที่พวกเราเตรียมเองในห้องพักของโรงแรม (กราบขอภัยทางโรงแรมมา ณ ที่นี้) ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่ต้องห่วง... มีบ้างประปราย เพราะว่ามันกินกันเกือบหมดไปตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงแล้ว

 

 

หลังจากเริ่มอิ่มจนเริ่มอืด, พวกเราก็มาล้อมวงกัน… ร้องเพลง

(เพื่อนระบุไว้ในเฟรนด์ชิพซะด้วยว่า ร้องได้เพี้ยนกันถึงขั้นเรือหายเลยทีเดียว - - สงสัยเพราะมีฉันอยู่ด้วย)

หนังสือเพลงสองเล่ม, กีต้าร์สองตัว, เพื่อนหลายคนที่ฉันก็จำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง, ยุงที่มาพร้อมกับความมืด

ความทรงจำของฉันในคืนนั้นสำหรับฉันแล้ว... มีแค่นี้จริงๆ

 

 

แต่ในกระดาษที่เพื่อนเขียนให้ฉันเขียนเอาไว้ว่า... คืนนั้นดาวสวยมากเลยนะ 

น่าแปลกอยู่เหมือนกันที่ประโยคนั้นแค่ประโยคเดียว ทำให้ภาพความทรงจำที่เก่าจนเหมือนสีซีเปียของฉันนั้นกลายเป็นภาพพวกเรานั่งล้อมวงกันร้องเพลงท่ามกลางหมู่ดาวไปในทันที

จากที่จำไม่ได้ว่าคืนนั้นท้องฟ้าเป็นยังไง… กลายเป็นว่าฉันรู้สึกเหมือนจำได้รางๆ แล้วว่าฉันได้เงยหน้าดูดาวและพบว่ามันสวย (อาจจะคิดไปเองหรือเปล่า... ฉันก็ไม่รู้)

 

 

เพียงแค่ประโยคเดียวจากลายมือของเขา, ขุดเอาความทรงจำออกมามหาศาลจนฉันเองก็ตกใจอยู่เหมือนกันว่าฉันจำเรื่องราวในอดีตได้หลายอย่าง แต่ฉันก็คงลืมอะไรไปอีกหลายอย่างเช่นกัน

 

 

นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่คนชอบขุดเรื่องราวเก่าๆ มานั่งคุยกัน

เพราะแต่ละคนต่างมีจิ๊กซอของความทรงจำส่วนที่ตัวเองจำได้อยู่ในมือ

เมื่อนำมาต่อกัน... ทุกคนจะทำให้ภาพความทรงจำเหล่านั้น... มันสมบูรณ์ขึ้นมา

 

 

แต่เวลานี้ฉันอยากจะนัดเพื่อนๆ มาสร้างจิ๊กซอชิ้นใหม่

ฉันจะไม่ลืมเงยหน้ามองฟ้าและจดจำไว้ว่าดาวบนฟ้าสวยแค่ไหน?

ถ้าจะถามฉันว่าฤดูอะไรในสามฤดูของประเทศไทยที่เหมาะจะเป็นฤดูรัก

ฉันคงตอบอย่างไม่ทันได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าฤดูหนาวนี่แหละ

... เพราะเมื่อเช้าที่ฉันรู้สึกได้ว่าลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง

ฉันสัมผัสไปถึงความรักลอยอวลเต็มไปหมด

 

 

อาจจะเป็นเพราะเราเริ่มต้นฤดูหนาวด้วยเทศกาลลอยกระทง

มันเป็นภาพที่ฉันคุ้นตาไปซะแล้วกับการเห็นคู่รัก คู่ที่ใกล้จะรักกันไปลอยกระทงคู่กัน

บรรยากาศยามค่ำ แสงจันทร์นวลตา แสงไฟเย็น เสียงคุยกันมันรวมแล้วช่างเป็นองค์ประกอบที่น่ารักดี

แต่ภาพที่ฉันชินตามากกว่าคือเราสี่คน- พ่อ แม่ ฉันและเจ้าจ้องชายตัวป่วน ร่วมกันอธิษฐานขอขมาพระแม่คงคาผ่านกระทงใบเล็กที่ริมคลองข้างบ้าน

 

ถึงแม้ว่าปีนี้อาจจะเป็นหนึ่งปีประวัติศาสตร์ที่เราจะไม่ได้ลอยกระทงร่วมกัน... แต่ฉันเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากคงรวมใจกันขมาพระแม่คงคาผ่านสองมือของตัวเอง... นึกภาพแล้วก็น่ารักไม่แพ้กันหรอก

 

 

อาจจะเป็นเพราะว่าในหน้าหนาวของทุกปีมีงานที่สำคัญของประเทศ

... งานเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในทุกวันที่ 5 ธันวาคม

ฉันได้เห็นภาพความสมัครสมานสามัคคีของคนไทยที่รวมกันจุดเทียนชัยถวายพระพร

ฉันเห็นความรักของปวงชนชาวไทยที่มีพ่อหลวง ฉันเห็นความรักที่พระองค์ท่านทรงมีต่อพวกเราทุกคน

 

ฉันนึกไปถึงสมัยที่ยังเล็ก... โรงเรียนมีการบ้านให้ทำการ์ดวันพ่อ ฉันกราบลงแทบเท้าพ่อในวันที่ 5 ธันวาคม พอโตขึ้นมาฉันกลับไม่กล้าแสดงความรักต่อพ่อแบบนี้อีกแล้ว... แต่ก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะรักพ่อน้อยลงนะ :D

 

 

อาจจะเป็นเพราะว่าในเดือนมกรามีเทศกาลที่สำคัญอย่างวันขึ้นปีใหม่

ก่อนจะถึงวันนั้น... สถานที่ต่างๆ ก็ประดับสิ่งสวยงามเต็มไปหมด ทำให้สถานที่บางที่ดูสวยงามและเป็นที่น่าจดจำมากกว่าในทุกๆ ครั้งที่ได้เดินผ่าน

ฉันนึกไปถึงร้อยพันคำอวยพรที่ส่งต่อกันอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุดผ่านข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ผ่านการคุยกันในหลายๆ ทาง ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลาย

ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งวันที่ทุกคนลบความบาดหมางลงไป... และมีแต่สิ่งที่ดีให้กัน

 

 

อาจจะเป็นเพราะว่าในเดือนกุมภาพันธ์ของบางปียังคงไว้ซึ่งอากาศที่เย็นสบายอยู่

ความจริงแล้ววันวาเลนไทน์อาจจะเป็นวันที่มีคนสมหวังมาก... และคนอกหักมากที่สุดหนึ่งวัน (แต่แน่นอน ทุกคนที่ชื่นมื่นลืมนึกถึงคนที่อกหักไป) แต่ฉันนึกไปถึงวันสำคัญของพุทธศาสนาที่มักอยู่ในเดือนกุมภาอย่างวันมาฆบูชา

วันแห่งความรักของพุทธศาสนา

... วันที่ฉันนึกชื่อ... ก็มีประโยคหนึ่งประโยคลอยเข้ามาในหัว ‘รักคือการให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน’

ฉันว่าเป็นการปิดฉากหน้าหนาวที่ฉันว่าเป็นฤดูแห่งความรักอย่างสวยงามนะ... คุณว่าอย่างนั้นไหม?

 

 

 

ปล. หลังจากดราม่ามาหลายเอนทรี่ คราวนี้ข้าพเจ้าจึง... เพ้อ =[]=

ปล.2 ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ค่ะ  ^ ^

ปล.3 แวะคุยกันได้ที่ @bluezyopal นะคะ :)

ข่าวสามมิติเอาข้าวเหนียวหมูโยนลงจากฮอให้ผู้ประสบภัยแถวดอนเมือง มันต้องเป็นข้าวเหนียวหมูที่เราเอาไปให้ช่อง3 เมื่อเช้าแน่ๆ :P 

 

ฉันอ่านข้อความนี้ที่พี่สาวพิมพ์ไว้แถมแท็กฉันซะเรียบร้อยและมีปริมาณคนกดไลค์มากมายพอสมควรแล้วอดยิ้มไม่ได้

 

ที่บ้านของฉันเพิ่งทำข้าวเหนียวหมูข้าวเหนียวไก่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านช่องไทยทีวีสีช่องสามไปสองรอบ... รอบละเกือบสามร้อยห่อได้

 

ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าข้าวสามร้อยห่อเนี่ยกว่าจะทำให้มันเสร็จได้มันช่างเหนื่อยซะเหลือเกิน... แต่ความรู้สึกของฉันเมื่อมันเสร็จออกมาเรียบร้อยแล้วอาจจะเหมือนอาสาสมัครทั้งหลายที่ไปตักทรายใส่กระสอบแล้วจัดการกั้นน้ำไว้สวยงามก็ได้ (แต่คงภาคภูมิใจน้อยกว่า เพราะงานนั้นดูทุ่มเทมากเลยล่ะ) และแน่นอนเมื่อพี่สาวพิมพ์มาอย่างนี้ฉันก็ยิ้มออกมาได้

 

หวังว่าผู้ประสบภัยที่ได้ทานข้าวเหนียวหมูเหล่านั้นคงจะอร่อยนะ

ก็ต้องอร่อยสิ... ฉันแอบชิมไปแล้วนี่นา :D

 

 

หลังจากที่รอน้ำแล้วรอน้ำเล่าเจ้าก็ไม่มาสักที, ฉันก็เลยตัดสินใจว่าคงไม่อยู่บ้านอย่างเดียวแล้ว

ออกไปทำอะไรสักอย่างให้มันมีประโยชน์ดีกว่า!

 

และเช้าวันนี้ฉันก็ออกไป (โดยลากน้องออกไปด้วย) เพื่อปั้นเจ้าก้อน EM ที่ห้างอัมรินทร์แยกราชประสงค์

การไปปั้นครั้งนี้ทำให้ฉันได้รู้จักพี่สาวที่น่ารักขึ้นมาสองคน ที่ร่วมกันปั้น EM ball ด้วยกันถึงสามรอบ (กะละมัง) สนุกสนานกันมากเลยทีเดียว

 

ขณะที่พิมพ์อยู่นี้ฉันเองก็รู้สึกปวดแขนขึ้นมา... แต่ก็รู้สึกว่ามือของตัวเองนิ่มลงจากการเอามือเปล่าไปคลุกกับแกลบ ทราย จุลินทรีย์ทั้งหลายแหล่ และมันทำให้ฉันคิดอะไรบางอย่างออกมาได้

 

เรื่องที่ฉันคิดออกมาเป็นเรื่องของความคิดเห็นทางการเมือง... และฉันว่ามันเป็นเรื่องที่ห้ามกันได้ยากอยู่แล้วในสังคมประชาธิปไตยในการห้ามแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ฉันไม่เห็นด้วยเท่าไหร่กับการที่ป้ายให้ผู้ที่ชอบอีกฝ่ายนั่นเป็นพวกทำให้สังคมวุ่นวาย

 

ความจริงแล้วฉัน พี่สาวที่นั่งปั้น EM อยู่กับฉันมาสามชั่วโมงกว่า คุณป้าที่นั่งปั้นอยู่กับลูกๆ ถักไปจากฉัน พี่สาวที่ขะมักเขม้นปั้นซะสวยเช้งอยู่ไม่ไกลกัน พนักงานที่คอยช่วยเหลือดูความเหมาะสมของส่วนผสม ทุกคนเหล่านี้อาจจะมีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกันสักเรื่องเลยก็ได้

 

แต่มันจะสำคัญอะไร...

ในเมื่อทุกคนต่างมากนั่งลงช่วยกันเพื่อปั้นเจ้าลูกบอลบำบัดน้ำเสียตรงนี้ด้วยกันแล้ว

 

ความจริงแล้วแกลบ ทราย และสารพัดส่วนผสมนั้นคงไม่ได้ขัดมือของฉันให้มันนิ่มลงเท่านั้น

แต่มันขัดเกลาอะไรบางอย่างออกไปจากใจฉันด้วย

 

 

 

ปล. พักนี้บล็อกมีแต่เรื่องน้ำท่วมเนอะ :D
ปล.2 กำลังสนุกสนานกับทวิตเตอร์ ถ้าสนใจคุยกัน @bluezyopal นะคะ ตอนแรกเอามาแปะไว้แล้วเขิน เขียนอะไรคุยกับเพื่อนบ้างไม่รู้ > <