between you and me

posted on 29 May 2014 20:12 by bluezy in ShortFiction

มีคนเคยบอกกับฉันว่า ผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก

หมายถึงเพื่อนสนิทน่ะ

มันจะต้องมีบางมุมบ้างที่คิดกันไกลเกินเพื่อน

แต่แหม… ฉันก็ไม่ได้คิดเกินเพื่อนกับเพื่อนสนิททุกคนนี่นา

 

เขาเคยบอกว่าอะไรที่ฉันเขียนมันมีบางอย่างที่มีกลิ่นอายของฉันอยู่

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าตัวฉันก็มักจะทำอะไรซ้ำแบบเดิมอยู่เสมอ หรือเป็นเพราะว่าเขาคุ้นชินกับการเริ่มต้นเขียนในแบบของฉัน

แต่จะเป็นเพราะอะไรก็ตามแต่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราก็คุ้นเคยกันดี

ฉันนับเขาไว้ในฐานเพื่อนสนิท แต่ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันเป็นอะไรสำหรับเขา

 

 

1

 

อากาศหน้าร้อนมันร้อน มีดีอย่างเดียวที่ฉันชอบคือท้องฟ้าสวย

บ่ายสี่โมงเย็นฉันนั่งอยู่ในสวนสาธารณะ จ้องมองเด็กๆ กำลังเล่นชิงช้าหรือสไลเดอร์กันอย่างสนุกสนาน

“ให้” วัตถุเย็นๆ มากระทบที่แก้มของฉันพร้อมกับรอยยิ้มสดใสเหมือนท้องฟ้าฤดูร้อนของเขา

ไอติมแบบแท่งรสโปรดของฉันถูกส่งมาให้ พร้อมกับกระดาษทิชชู่ซองเล็กที่เขาบอกหน้าตาเฉยว่ายังไงก็ต้องมีไว้ เพราะถ้าเป็นฉันตัวจริงเสียงจริงก็ต้องกินไอติมเลอะ

ฉันหัวเราะ แกะซองไอติมออกและตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

ฉันเหลือบมองท่าทางมีความสุขเวลาตักไอติมรสช็อกโกแลตแบบถ้วยของเขาแล้วก็ยิ้ม ไอ้ท่าทางแบบนี้แหละที่ทำให้ฉํนหลงผิดเป็นชอบชอบเขาไปในปีแรกที่รู้จักกัน

ปีแรกที่รู้จักกันเพราะฉันเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเขาอีกที โอ๊ย! มันซับซ้อนเกินจะกล่าว เอาเป็นว่าพอเลิกเรียนปุ๊บเราก็พากันไปตะเวณกินแถวๆ ที่เรียนนั่นแหละจนจากเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนก็กลับกลายเป็นสนิทกันดี

สนิทไม่พอฉันก็ดันไปชอบเขาเสียนี่!

พอเริ่มนานวันเข้าจนเริ่มเข้าสู่ปีที่สองที่รู้จักกัน ก็ตอนที่ฉันเริ่มรู้สึกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนั่นแหละเขาก็พาแฟนมาให้ฉันรู้จัก

หลังจากนั้นหลายปีเขาก็ยังพาแฟนคนใหม่มาให้ฉันรู้จัก เอ่อ… ฉันพยายามจะบอกว่าไม่ต้องก็ได้ ดูสายตาแฟนของแกก่อนเถอะ ไม่ได้มีความไว้วางใจในตัวฉันอยู่เลย

ฉันยังนิยามว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทของฉันอยู่ถึงแม้ว่าหลังๆ จะเจอกันสามสี่เดือนที ไม่ค่อยได้คุยกันเหมือนเก่าแล้วก็ตาม

“จะจ้องอีกนานรึเปล่า ไอติมหยดหมดแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้นมาถามพลางขมวดคิ้วใส่

“ไม่จ้องก็หยด” ฉันยักไหล่ “ท่าทางมีความสุขแปลกๆ นะ”

“เพิ่งเลิกกับแฟน” คำตอบของเขาทำเอาฉันเกือบสำลักไอติมของตัวเอง เขายิ้มให้หนึ่งทีก่อนจะพูดออกมาอย่างสบายๆ “ก็คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ระหองระแหงกันมานาน เลิกกันแหละดีแล้ว ให้แต่ละคนไปที่ชอบๆ”

“นั่นมันเรียกว่าดีเหรอวะ”

ฉันถามและได้รับคำตอบเป็นการยักไหล่และก้มหน้ากินไอติมต่อของเขา

 

 

2

 

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สนิทสนมกลมเกลียวกันเท่าไหร่ แต่ก็นับว่าความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขาก่อปัญหาอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

ปกติแล้วฉันก็เคยชินกับการไปกินข้าวดูหนังคนเดียว แต่เมื่อเขาโผล่พรวดเขามาเมื่อไหร่ก็มักจะทำให้ฉันได้ทะเลาะเบาะแว้งกับคนที่ฉันคุยด้วยอยู่เสมอ

ฉันก็ไม่เข้าใจหรอกว่าไอ้การเป็นเพื่อนกันมาหลายปีนี่มันน่าระแวงตรงไหน

“แล้วมาอย่างนี้จะมีปัญหากับใครอีกรึเปล่า” เขาเงยหน้าขึ้นมาถามหลังจากจัดการไอติมของเขาเสร็จแล้วและทอดสายตามองเด็กๆ ในสวนสาธารณะ

“ไม่มี”

“ไม่มีปัญหาหรือว่าไม่มีใคร”

“ไม่มีใคร” คำตอบของฉันทำให้เขายิ้มขำ

“ทำไม ไล่ไปหมดอีกแล้วรึไง”

ฉันถอนหายใจ “ไม่ได้ไล่… คงทนไม่ได้ก็หนีไปเอง”

เขาหันมาทำสีหน้าจริงจังใส่ “หรือว่าเรากับแกควรจะเป็นแฟนกันจริงๆ จะได้ทนมือทนเท้ากันได้ ที่ผ่านมาก็ดูไม่ค่อยมีใครทนแกได้ เหมือนที่ไม่มีใครทนเราได้”

ฉันเอื้อมมือไปโบกหัวของเขาเสียหนึ่งที “อากาศร้อนจนประสาทกลับหรือไงยะ”

เขาหัวเราะร่วน ฉันค่อยแอบโล่งใจที่ได้รู้ว่าเขาพูดเล่น

“มีแฟนสักทีสิวะ แกเป็นผู้หญิงไปไหนมาไหนคนเดียวบ่อยๆ ไม่อันตรายรึยังไง” เขาพูดเหมือนเป็นการรำพึงแล้วยกนิ้วขึ้นมานับ ฉันขมวดคิ้วใส่ขณะที่เขาพูดหน้าตาเฉย “นับว่าอีกกี่ปีจะอายุสามสิบห้า เพิ่มอัตราของการมีลูกเป็นดาวน์ซินโดรมเชียวนะ”

ฉันจ้องหน้าเขาเขม็งจนเขายกมือไหว้ท่วมหัว “ขอโทษครับคุณแม่ ลูกล้อเล่นนิดเดียวเอง”

ฉันหรี่ตาลง… ก็เห็นอยู่ว่าไอ้ที่พูดอยู่นี่มันเรื่องจริงถึงจะทำท่าเป็นล้อเล่นไปอย่างนั้นก็เถอะ

 

 

3

 

หลังจากนั่งไปนานจนเริ่มรู้สึกรากใกล้จะงอก เขาก็ชวนฉันเดินวนรอบสวนสาธารณะหนึ่งทีก่อนจะหันมาบอก

“ตอนแรกว่าจะชวนดูหนัง แต่ขี้เกียจแล้ว”

“แล้วตกลงเรียกออกมาทำไม”

“ไม่รู้” เขาห่อไหล่ก่อนจะเริ่มพูดต่อ “แค่นึกว่าจะต้องเริ่มงานมันก็รู้สึกห่อเหี่ยวที่ต้องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็เลยอยากเจอแก เวลาเจอแกแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นเด็ก มันสบายใจดี”

ฉันพยักหน้าเพราะจำได้ว่าเขามีกำหนดที่จะต้องเริ่มงานในอีกประมาณหนึ่งเดือนข้างหน้านี้

พระอาทิตย์สีส้มใกล้จะลับมุมตึกไปแล้ว…

“อย่ามาลืมมางานรับปริญญาของเรานะเว้ย ของขวัญชิ้นใหญ่ๆ ถ้าไม่มามีโกรธแน่”

“เออ ไม่ลืมหรอก” ฉันรับปากแล้วแกล้งถามต่อ “ว่าแต่วันไหนนะ”

ฉันโดนผลักหัวจนหน้าแทบคะมำ หัวเราะเพราะว่าไม่ได้มีใครเล่นเป็นเด็กๆ แบบนี้กับฉันนานแล้ว

“กลับบ้านได้แล้วไป เดี๋ยวเราไปดูหนังต่อแล้วค่อยกลับบ้าน” ฉันไล่

เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็นิ่งไปก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง “อย่ากลับบ้านดึกก็แล้วกันนะหนู แล้วอย่าลืมมางานเราด้วยนะ ตกลงจำวันได้ใช่รึเปล่า”

ฉันหัวเราะแล้วพยักหน้า “จำได้ ไม่ลืมแน่นอน”

เขาโบกมือลาก่อนจะเดินลับหายไป

 

มีคนมาถามฉันเสมอว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับเขาจริงหรือเปล่า

ฉันก็มักจะถามกลับว่าแล้วจะให้คิดอะไร

ในความคิดของฉันมีเพื่อนอยู่จำนวนหนึ่งที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจและสามารถเป็นตัวของฉันเองได้

แล้วฉันจะคิดอะไรได้มากกว่าคำว่าเพื่อน

ในเมื่อคำนี้ให้มิตรภาพนานตราบเท่าที่ต่างฝ่ายต้องการ

 

แต่เอาจริงๆ นะ

ถ้ามัน เอ๊ย! เขาไม่เฟรนด์โซนยัดสถานะเพื่อนให้ฉันมาตั้งแต่แรก

ฉันก็อาจจะไม่คิดอย่างนี้ก็ได้

ก็แหม… ถึงตอนนั้นฉันจะคิดว่าการชอบเขามันเป็นการเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่หน่อยๆ

แต่ฉันก็ชอบเขานี่!

Comment

Comment:

Tweet

น่ารักจังง
จริงๆบางทีการเป็นเพื่อนกันมันสบายใจดีเนอะ
ไม่รู้ว่าอนาคตจะพัฒนามั้ย
แต่ว่าทุกๆวันที่เคยมีมันอยู่
และณ ตอนนี้ที่อยู่กับมัน
สบายใจ เป็นตัวของตัวเอง
ก็มีความสุขแล้วววว ><
เราก็เคยแอบชอบเพื่อนสนิทนะ
แต่ก็นั่นแหละ ไม่กล้าบอก
เป็นเพื่อนก็ได้
สบายใจดี กวนตีนได้  แกล้งได้
ไม่ต้องมาชวนทะเลาะ นอยด์นั่นนี่

#3 By Takoyahoya on 2014-06-09 23:14

Hot! Hot! Hot!

555+ นั่นสินะconfused smile confused smile confused smile
Friendzoned :|

#1 By Featherlity on 2014-05-29 20:37