ทางกลับบ้าน1

posted on 01 May 2012 22:36 by bluezy  in TRAVEL  directory Fiction, Travel, Diary

*หมายเหตุก่อนอ่าน

 

เปิด Category ใหม่มาทั้งที่ไม่แน่ใจว่าเอนทรี่ต่อจากนี้จะเรียกได้ว่าท่องเที่ยวหรือเปล่านะ?

อาจจะไม่ได้พบกับสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลากหลายนะคะ แต่ห้าวันที่เหมือนว่าได้เดินทางกลับบ้านนี่เป็นการเดินทางที่แสนพิเศษของเราจริงๆ

ก็เลยเก็บรวบรวมมา

อยากให้ได้อ่านกัน :)

คิดว่าจะยาวและหลายเอนทรี่มาก ฝากด้วยนะคะ ^ ^

ปล. ประสบการณ์นี้ไม่มีรูปมายืนยันนะคะ แหะๆ พอดีไม่ค่อยชอบถ่ายภาพสักเท่าไหร่

 

 

 
กลับบ้าน

 

ถ้าจะมีใครถามบ้านของฉันอยู่ที่ไหน

ฉันไม่เคยลังเลใจเลยที่จะตอบว่าบ้านของฉันอยู่แถวบางจาก… และถ้าหากว่ายังมีใครที่ทำหน้างุนงงไม่รับรู้ว่าบางจากนี่อยู่ส่วนไหนของโลก ฉันก็จะขยายความสั้นๆ ต่อว่าบางจากเป็นสถานีรถไฟฟ้าที่ต่อมาจากสถานีอ่อนนุช

บ้านของฉันอยู่ในกรุงเทพมหานครทะเบียนบ้านบอกอย่างนั้นและฉันอยู่ที่ตรงนี้มากว่าสิบเจ็ดปีแล้ว

แต่ทุกครั้งที่ไปสถานที่หนึ่งไม่ว่าจะไปหลับอยู่จุดไหน บ้านอาม่า บ้านอาแปะ หรือว่าโรงแรม ฉันก็รู้สึกเหมือนว่าได้กลับบ้าน

ที่แห่งนั้นจังหวัดร้อยเอ็ด บ้านเกิดของพ่อนั่นเอง

 

ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ฉันเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังร้อยเอ็ด และก็เหมือนทุกครั้งนั่นแหละที่ฉันไปโดยรถยนต์ส่วนตัวที่มีพ่อขับ แต่ครั้งนี้เป็นเหมือนครั้งพิเศษของฉัน อาจจะเพราะเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องราวมากมายและรู้สึกเติบโตขึ้น

ฉันในวัยยี่สิบปีกับอีกสองสัปดาห์จึงรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน

และได้เดินทางสำรวจไปในจิตใจของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

 

รถยนต์ 

 

ถ้าจะถามว่าฉันชอบช่วงเวลาไหนที่สุดเวลาอยู่กับครอบครัวเวลานี้ฉันก็คงตอบได้ว่าฉันชอบนั่งรถ

อาจจะฟังดูแปลก นั่นคงเป็นเพราะว่านับตั้งแต่ฉันโต น้องชายคนเดียวของฉันเริ่มเติบโต เราเริ่มกลับบ้านไม่เป็นเวลามากขึ้น ไหนจะเรียนพิเศษ อ่านหนังสือนอกบ้าน เราไม่ค่อยได้ร่วมโต๊ะอาหารสี่คนพร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเมื่อก่อน หรือถ้าร่วมโต๊ะก็เป็นเพียงเวลาสั้นๆ แล้วทุกคนก็แยกย้ายไปทำภารกิจของตัวเอง

ถึงแม้ว่าการเดินทางครั้งนี้เจ้าน้องชายตัวดีของฉันจะไม่ได้มาด้วย แต่บรรยากาศบนรถก็ยังคงเป็นแบบที่ฉันชอบอยู่เหมือนเดิม

พ่อมักจะเล่าเรื่องสมัยที่พ่อเป็นเด็กซ้ำอีกครั้งซึ่งวีรกรรมของพ่อก็แสบใช่ย่อยจนฉันพอจะเดาได้เลยว่าความแสบและกวนเหลือหลายที่เป็นนิสัยของฉันนี่ฉันได้มาจากใคร แม่ก็เล่าเรื่องของนักเรียนตัวเล็กๆวัยประถมสามของแม่ให้ฟังอยู่เสมอส่วนฉันก็เล่าเรื่องราวของฉันและเพื่อนๆ เรียกได้ว่าพ่อแม่รู้จักเพื่อนทุกคนที่อยู่รอบตัวฉัน

และแน่นอนว่าไม่มีความลับระหว่างเรา

ฉันคิดว่าแม่น่าจะชอบใจกับการที่ฉันเล่าทุกเรื่องให้แม่ฟังเพราะนั่นทำให้แม่ได้ต้องเป็นกังวลว่าฉันมีเพื่อนแบบไหน อยู่ในสังคมยังไง เจอเรื่องราวแบบไหนมาบ้าง แต่กับพ่อบางทีฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะถ้าฉันเริ่มพูดถึงเรื่องราวความรักพ่อมักจะตัดบทและไล่ให้ฉันไปเล่าให้แม่ฟังแค่สองคนก็พอ

น่าจะเป็นหวงลูกสาวจนไม่อยากฟังมากกว่านะฉันว่าแต่ก็นั่นแหละ ฉันก็สบายใจอยู่ดีที่ได้เหล่าให้พ่อและแม่ฟังในทุกๆ เรื่องโดยไม่มีคำโกหก

 

นอกจากเรื่องราวต่างๆ ที่ได้เล่าสู่กันฟังแล้ว การฟังเพลงก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่พวกเราชอบทำ

เพลงบนรถเป็นเพลงที่รวมทุกสิ่งอย่างไว้จนน่าปวดหัว ไม่ว่าจะเป็นเพลงของนันทิดา แก้วบัวสาย, แหวน ฐิติมาของแม่ แพลงคาราบาว, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, โฮป แฟมิลี่ที่พ่อชอบฟัง หรือจะเป็นเพลงยุคถัดๆ มาอย่างนูโว ไมโคร (ซึ่งก็ถือว่าเก่าสำหรับฉันอยู่ดี) แต่ก็เป็นเพลงที่เราสามคนสามารถร้องคลอกันไปแก้ง่วงได้เสมอ

ใช่แล้วฉันไม่อยากง่วงระหว่างที่พ่อขับรถ

เหมือนคราวนั้น

 

อย่าประมาท 

 

ชีวิตฉันนี่เคยพบกับอุบัติเหตุเจ็บตัวขนาดต้องนอนโรงพยาบาล และถึงแม้ว่าจะป่วยบ่อยด้วยโรคประจำตัว แต่ว่าก็ยังไม่เคยสาหัสถึงขั้นต้องแอดมิทนอนโรงพยาบาลหลายๆ คืนอยู่ดี

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่รู้สึกว่าชีวิตของฉันเข้าใกล้ความตาย

 

 

ครั้งแรกที่ทำให้ฉันรู้สึกใจหายวาบ ก็คือครั้งที่ไปไหว้พระรอบกรุงรัตนโกสินทร์ขอพรในช่วงปีใหม่ก่อนการสอบเข้ามัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ครั้งนั้นเกิดระหว่างที่ฉันกำลังจะก้าวลงเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวะที่เท้ากำลังจะเหยียบลงไปนั้นเรือก็กำลังโคลงเคลงเบนออกจากตัวฉันพอดี ฉันจำได้ว่าตอนนั้นแม่ดึงฉันกลับมาอย่างแรงจนฉันเจ็บต้นแขน

ฉันไม่ค่อยอยากนึกเท่าไหร่ว่าเด็กประถมหกที่ว่ายน้ำไม่เป็นในตอนนั้น (และตอนนี้ฉันก็ยังว่ายน้ำไม่เป็น) ถ้าหากร่วงหล่นลงไปใต้ท้องเรือจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็นึกสยดสยองทุกทีที่คิดถึงเรื่องนี้

 

ครั้งที่สองที่ฉันจำความรู้สึกได้แม่นยำและยังกลัวมาจนถึงทุกวันนี้คือตอนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เกือบทั้งห้องตอนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ตอนนั้นเราไปถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ในเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ด้วยสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ของฉัน เมื่อเดินขึ้นเขาลงเขาก็ทำให้เหนื่อยและปวดขาจนขาสั่นเองได้ เพื่อนๆ เลยตกลงกันว่าขากลับพวกเราจะไม่สมบุกสมบันปีนเขากลับไปอีกแล้ว พวกเราจะนั่งเรือกลับ

โชคร้ายเป็นของฉันกว่านั้นมาก เพราะว่าในวันนั้นคลื่นลมแรงจนเจ้าหน้าที่ไม่อยากจะเอาเรือออกไปส่งพวกเรา แต่นอกเหนือจากฉันที่เหนื่อยจนแทบหมดแรงแล้วก็จะมีเพื่อนอีกสองคนที่รู้สึกป่วย เจ้าหน้าที่จึงยอมให้เอาเรือเล็กออกไปส่งพวกเราสามคนขึ้นฝั่ง ในขณะที่เพื่อนคนอื่นทยอยเดินกลับไปด้วยการปีนเขาเช่นเคย

อย่างที่บอกไปว่าวันนั้นคืนลมแรงมาก และเรือก็แสนจะเล็กและบอบบาง ฉันที่กลัวเรืออยู่แล้วก็ได้แต่นั่งเกร็ง สวดภาวนาให้ตัวเองรอดปลอดภัยไปถึงฝั่งและกำชูชีพแน่นเข้าไว้ เมื่อไปถึงฝั่งแล้วฉันก็ไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้เพราะขวัญเสียหรือว่าหัวเราะดีใจที่ตัวเองรอดปลอดภัยได้ แต่เท่าที่จำได้ก็คือฉันไม่มีแรงแม้แต่เดินขึ้ยฝั่งเอง เพราะขาทั้งสองข้างเป็นตะคริวจนขึ้นเป็นลูกๆ

ทุกวันนี้ถ้าเลือกได้เรือจะเป็นพาหนะสุดท้ายที่ฉันจะโดยสาร

 

และครั้งสุดท้ายคือครั้งที่ฉันและพ่อเพียงสองคนเดินทางไปร้อยเอ็ดด้วยในกันช่วงกลางมกราปีที่แล้วนี่เอง

ปกติถ้าขับรถไปไกลๆ นั้น เวลาที่พ่อเหนื่อยหรือง่วงนอน พ่อจะผลัดให้แม่เป็นคนขับรถแทนพ่อ แต่คราวนี้เมื่อไปกับฉันซึ่งขับรถไม่เป็นเพียงสองคน พ่อจึงไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย

ฉันจำได้ว่าตอนนั้นพ่อกำลังขับรถอยู่ในแถบอำเภอสีดาแล้วจู่ๆ ก็ขับแฉลบไปด้านขวาหน้าตาเฉย

ยังดีที่ฉันไม่ได้หลับ ยังดีที่ฉันยังพอมีสติ และยังดีที่ฉันไม่ได้คว้าพวงมาลัยกลับมา ฉันทำเพียงแต่เรียกพ่อสองสามครั้งให้พ่อได้สติและขับรถกลับมาอยู่ในเลนก่อนที่เราจะไถลลงช่องว่างกลางถนนและรถเกิดการพลิกคว่ำสักตลบ

ครั้งนั้นเรานั่งเงียบไม่พูดกันด้วยความมึนงงกับสิ่งที่เพียงเกิดขึ้น

ฉันรู้สึกได้ว่าชีวิตของฉันแขวนไว้อยู่บนเส้นด้ายฉันต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด

เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต

และแน่นอนว่าทุกครั้งที่นั่งรถกับพ่อฉันจะพยายามเรียกตัวเองให้ตื่นเสมอ ส่วนพ่อก็ดูเหมือนจะตั้งใจขับรถและยอมหยุดพักเมื่อง่วงบ่อยขึ้น

การใช้ชีวิตอยู่ในความไม่ประมาทมันดีที่สุดแล้วจริงๆ

 

คนบ้านเดียวกัน 

 

คนทั้งตลาดบางจากรู้จักพ่อฉัน

เมื่อไหร่ที่พ่อเดินจากหน้าปากซอยมาส่งฉันขึ้นรถไฟฟ้าไปเรียน มันต้องเสียเวลากว่าความเป็นจริง ไม่ว่าจะหยุดทักทายลูกสาวตัวน้อยของคนขายกล้วยปิ้ง ทักทายกับพ่อค้าหมูปิ้ง พูดคุยกับพนังงานของกรุงเทพมหานคร สวัสดีพ่อของเพื่อนสมัยประถมของฉัน

ส่วนขากลับพ่อก็จะทักทายกับอาแปะที่ร้านขายหนังสือพิมพ์ พูดคุยเรื่องฟุตบอลกับช่างทำกุญแจ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวเล็กๆ ที่ฉันรู้สึกว่ามันน่ารักท่ามกลางสังคมเมืองดี

เพราะถึงแม้ว่าฉันจะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเป็นประจำ ทำให้ต้องกินข้าวกลางวันที่ร้านฟาสฟู้ดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในห้างแห่งนั้นประจำแต่ฉันก็ไม่ได้คุ้นเคยกับพนักงานของที่นั่นเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มที่ได้ก็เป็นรอยยิ้มที่เป็นไปตามมารยาทของพนักงานซึ่งบางทีฉันก็แอบคิดนะคะว่ามันดูเหมือนหุ่นยนต์ไปหน่อย

แต่นั่นก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจว่าในวันหนึ่งมีคนเข้าออกร้านตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคนจะให้มาสนิทสนมคุ้นเคยมันก็ยากเย็นเกินไปแล้วแหละ

เพราะเหตุนี้ฉันถึงรู้สึกแปลกใจเมื่อเข้าไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าโปรดในจังหวัดร้อยเอ็ดของฉัน

ด้วยความที่ฉันเป็นคนชอบทำอะไรซ้ำซากจนกว่าจะเบื่อ ดังนั้นพักหลังที่ฉันมาร้อยเอ็ดจึงมากินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านนี้ติดกันอย่างน้อยสองสามวันเป็นอย่างต่ำ แต่ว่าฉันก็ไม่ได้มาที่ร้อยเอ็ดบ่อยเท่าไหร่ ฉันก็ไม่นึกหรอกว่าเจ้าของร้านจะจำฉันได้หรอก

แต่ว่าเจ้าของร้านก็จำฉันได้แถมยังถามฉันอีกด้วยว่าสั่งก๋วยเตี๋ยวธรรมดา ไม่สั่งพิเศษแบบเดิมจะอิ่มเหรอ? (ว่าแล้วก็แอบรู้สึกอายเหมือนกันนะคะ กลายเป็นคนกินจุตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้)

ฉันว่ามันเป็นกลิ่นอายความน่ารักของคนต่างจังหวัดและทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น

ฉันรู้แล้วแหละคนบ้านเดียวกันมันเป็นแบบนี้นี่เอง :)

 

ศรัทธา

posted on 22 Apr 2012 21:49 by bluezy  in EVERYDAY  directory Fiction, Knowledge, Diary

แด่... ผู้ชายที่ทำให้ฉันรู้จักกับทั้งคำว่ารักและคำว่าศรัทธา 

 

 

1 

 

ครั้งหนึ่งฉันเคยพิมพ์บทความไม่สั้นไม่ยาวนักเพื่อที่จะส่งลงหนังสือเล่มหนึ่ง

ฉันตั้งคำถามว่า... มันจะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะรักใครสักคนโดยที่เราไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า พูดคุย หรือสบสายตาในเวลาที่เขามีชีวิตเลย

 

ฟังดูเป็นนิยาย... ฟังดูไม่น่าจะเป็นไปได้

แต่ ณ เวลาที่ฉันพิมพ์บทความนั้น... มันเป็นไปแล้ว

 

เสียงสวดพระอภิธรรมดังจากพระสี่รูปที่นั่งอยู่ด้านหน้า กลิ่นควันธูปควันเทียนลอยคละคลุ้ง

ฉันก้มหน้าลงเกือบชิดกับมือที่ประนมไว้... ความรู้สึกใจหายถาโถมเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว

เสียงพระยังคงสวดต่อไป... และอีกหนึ่งคำถามก็ดังขึ้นมาในใจของฉัน

 

มันจะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะทั้งรักและศรัทธาใครสักคนโดยที่เราไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า พูดคุย หรือสบสายตาในเวลาที่เขามีชีวิตเลย

 

ไม่ว่าจะฟังดูเหลือเชื่อยังไง

แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา

 

 

2 


สำหรับชีวิตการเป็นนักเรียนแพทย์นั้น... ฉันเชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้รับคำถามเรื่อง ‘อาจารย์ใหญ่’

 

‘ผ่าศพไปแล้วหรือยัง?’

‘น่ากลัวรึเปล่า?’

‘เรียนนานแค่ไหน?’

 

ถ้าให้นับจริงๆ แล้วฉันคงได้รับคำถามนี้ไม่ต่ำกว่าสิบรอบได้แล้ว

แต่เกือบทุกครั้งที่ฉันส่งยิ้มและตอบกลับไปว่าการผ่าอาจารย์ใหญ่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด คนฟังมักจะทำหน้าสยดสยอง ไม่เชื่อในคำตอบเหล่านั้น

 

เวลานี้ฉันแค่อยากจะยืนยันว่า... คำตอบเหล่านั้นเป็นความจริง

 

ฉันจำได้ว่าน่าจะมีเพียงครั้งเดียวที่ฉันรู้สึกหวาดกลัวอาจารย์ใหญ่ คือวันแรกที่ต้องเริ่มต้นผ่าเพื่อเรียนวิชามหากายวิภาคศาสตร์ ทั้งทีปกติแล้วไม่ใช่คนขี้กลัวอะไร แต่ก็รู้สึกหวั่นกับการลงมีดครั้งแรก

 

แต่หลังจากนั้นมาฉันเองก็ไม่เคยรู้สึกแบบนั้นอีกเลย

(แต่อาจจะมีบ้างในช่วงสอบที่หวาดกลัวด้วยคนละเหตุผลกับครั้งแรก)

 

อาจจะเป็นเพราะว่าฉันต้องอยู่กับอาจารย์ใหญ่แทบจะทุกวันในชีวิตการเป็นนิสิตปีสองเทอมหนึ่ง พูดคุยบทเรียนกับท่านผ่านร่างกายที่ไร้ลมหายใจแล้ว

 

เทอมนั้นทั้งเทอมฉันอยู่กับอาจารย์ใหญ่มากกว่าใครทั้งหมด

ท่านไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่ใครคิดกัน

และเวลาที่มากพอนั้น... อดทำให้ฉันคิดไม่ได้ว่าท่านเปรียบเสมือน ‘พ่อ’ อีกคนหนึ่งของฉัน

 

 

3 

 

อันที่จริงแล้วฉันคงต้องขอสารภาพตามตรงว่าฉันเองก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนสักเท่าไหร่ บางทีก็รู้สึกผิดไม่ได้ที่ไม่ได้ตั้งใจเรียนให้สมกับที่อาจารย์ใหญ่ได้อุทิศร่างกายมาเพื่อให้ศึกษา

 

และการเดินทางไปพบคุณป้า... ซึ่งเป็นน้องสาวของท่านอาจารย์ใหญ่ยิ่งตอกย้ำความคิดนั้นของฉันไปอีก

คุณป้าหารูปถ่ายเก่าๆ ก่อนที่อาจารย์ใหญ่จะเข้าโรงพยาบาลให้ฉันดู เล่าเรื่องราวของท่าน และพูดบอกกับฉันและเพื่อนๆ ไว้ว่า... อาจารย์ใหญ่ท่าเชื่อว่าพวกเราจะตั้งใจเรียน เติบโตไปเป็นหมอที่ดีในอนาคต ท่านจะเอาใจช่วย

 

นั่นเป็นความคิดเดียวของอาจารย์ใหญ่ที่ฉันได้รับรู้

... แม้ว่ามันจะไม่ได้ออกจากปากของท่าน

แต่ก็ทำให้นักเรียนแพทย์คนหนึ่งซึ่งตั้งใจเรียนบ้างไม่ตั้งใจเรียนบ้างเกิด ‘ศรัทธา’ ขึ้นมาใหม่เพื่อจะตั้งใจเรียน

 

ฉันไม่อยากให้ความตั้งใจของท่านสูญเปล่า

หนึ่งร่างที่ท่านอุทิศมาให้พวกเราได้ศึกษา... จะต้องทำให้ฉันได้ช่วยเหลือชีวิตคนอีกมากมายในอนาคต

 

 

4 

 

ฉันยังตอบตัวเองไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรหลังจากจบพิธีสวดพระอภิธรรมเมื่อวานนี้

และเลยมายังพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันนี้

 

ใจหาย 

เสียใจ 

ดีใจ 

 

ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ปนเปไปหมด

แต่ที่ฉันรู้ก็คือว่า... แม้ฉันไม่เคยเห็นหน้าของท่านอาจารย์ใหญ่ตัวจริง ไม่เคยได้ยินเสียง ไม่เคยได้พูดคุย แต่ความรักของท่าน ความหวังดีก็ถูกส่งผ่านมายังฉันให้เกิดความรักและความศรัทธาที่จะเติบต่อไปในอนาคต

 

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะคะอาจารย์

หลับให้สบาย... อย่ากังวลอีกเลย

ความหวังของอาจารย์ที่ฝากไว้... หนูจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด

เผื่อว่าถ้าอาจารย์มองลงมาจากบนฟ้า จะได้ไม่ผิดหวัง

 

หนูรักอาจารย์ค่ะ

เรื่องเล่าของต้นมะม่วง

posted on 22 Mar 2012 22:23 by bluezy  in PLACE  directory Fiction

... อากาศที่นี่ยังดีเหมือนทุกครั้งที่ฉันมา

บ้านไม้หลังกะทัดรัดมีระเบียงรับลม มีต้นไม้สีเขียวที่มองแล้วแสนจะสดชื่น บรรยากาศแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะอยู่ในกรุงเทพมหานคร มหานครที่แสนจะอึดอัดและวุ่นวายจนฉันอยากจะหนีไปอยู่ไกลๆ ถ้าไม่ติดว่าเพิ่งจะเริ่มประกอบอาชีพหลังเรียนจบได้ไม่นาน

 

 

‘วุ้นมะพร้าวใบเตย เราจำได้ว่าเธอชอบ’ ร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยวางจานของหวานลงบนโต๊ะไม้แล้วนั่งลงตรงกันข้ามกับฉัน ลมพัดโบกมาทำให้ฉันนึกย้อนถึงตอนเราเป็นเด็กวิ่งเล่นด้วยกันอีกครั้ง

‘คิดถึงจัง’ คำพูดของฉันทำให้คนตรงข้ามยิ้มออกมาทั้งปากและตา

‘ก็แน่ล่ะ... เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลยันปริญญาตรีนี่นา’

ใช่อย่างที่เธอพูดนั่นแหละ... เธอเป็นเพื่อนของฉันมาตั้งแต่อนุบาลจวบจนปริญญาตรีเรายังเรียนมหาลัยเดียวกัน แม้จะอยู่คนละคณะก็เถอะ แต่ทั้งสองคณะก็ติดกันขนาดที่ว่าเดินไม่ถึงสิบก้าวก็ได้เจอกันแล้ว

อ้อ! นอกจากนี้เธอยังเป็นญาติสนิทที่เล่นมาด้วยกันมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าอนุบาลซะอีก

สรุปได้ว่าฉันกับเธอรู้จักกันมาแทบจะทั้งชีวิตเลยล่ะ

‘แล้วทำงานเป็นยังไงบ้าง?’

ฉันถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา...

 

ตลอดเวลาที่เรียนด้วยกันมา ฉันและเธอมีบุคลิกแตกต่างกันอย่างเรียกได้ว่าลิบลับเลยทีเดียว

เธอเป็นคนสดใสร่าเริง ยิ้มง่าย คุยเก่งมีเพื่อนรอบตัวเต็มไปหมด ในขณะที่ฉันค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยพูดจาและมีเพื่อนน้อย

และในบรรดาเพื่อนน้อยๆ ที่ฉันมีนี้ก็เป็นเพื่อนที่สนิทสนมได้เพราะเธอทั้งนั้น

ดังนั้นฉันก็ไม่แปลกใจตัวเองเท่าไหร่ที่เมื่อเข้าไปทำงานโดยที่เธอไม่ได้ไปด้วยแล้ว...

ฉันจะไม่ค่อยมีเพื่อน

 

 

‘ว่าไงล่ะ’ เธอถามซ้ำเมื่อเห็นว่าฉันเงียบไป

ฉันส่งยิ้มจืดเจื่อนให้แล้วตอบอยากไปเสียงเบา ‘งานก็ดีนะ บริษัทค่อนข้างดีเลย แต่เพื่อนใหม่ๆ ในที่ทำงานไม่รู้เหมือนกันว่าจะเล่ายังไงดี...’

 

สุดท้ายฉันก็เล่าออกไปจนได้

ฉันเล่าถึงเพื่อนที่เริ่มต้นสนิทในที่ทำงานให้เธอฟัง... เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสนิทที่สุดในบรรดาเพื่อนสามคนในที่ทำงานที่ฉันมี แต่เพื่อนคนนี้ก็เป็นเพื่อนที่ฉันไม่แน่ใจในมิตรภาพเท่าไหร่นัก

บางคนก็เล่าให้ฉันฟังถึงความไม่จริงใจเป็นเชิงเตือน แต่บางคนก็บอกว่าเพื่อนคนนี้นิสัยน่ารักและเป็นกันเอง

เสียงที่ฉันฟังทั้งหมดแตกออกเป็นสองเสียงอย่างชัดเจนจนฉันไม่รู้จะเลือกเชื่อใครดี

ในสมัยเรียนฉันไม่เคยมีปัญหาเรื่องเพื่อนสักครั้ง... เพราะทุกคนต่างรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ใครรังแกฉัน ญาติสนิทของฉันคนนี้แทบจะกางปีกป้องกัน แต่ที่นี่ไม่มีเธอคอยคุ้มกันฉันอีกแล้ว

และฉันจะวางใจกับมิตรภาพที่ได้มาได้อย่างไร?

 

 

เธอยิ้มรับฟังเรื่องอัดอั้นที่ฉันเล่าให้เธอฟัง

เมื่อฟังจบแล้วเธอชี้ไปยังต้นมะม่วงต้นใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากระเบียงไม้เท่าไหร่นัก

‘เห็นต้นมะม่วงนั่นมั้ย? ไหนบอกเราทีว่าเห็นแล้วรู้สึกยังไง?’

ฉันขมวดคิ้วอย่างแปลกใจก่อนจะตอบออกไป ‘ก็เป็นต้นมะม่วงที่ใหญ่ดี ให้ร่มเงา นึกแล้วก็อยากกินข้าวเหนียวมะม่วงนะ’ ฉันหัวเราะตบท้าย

‘เราเกลียดต้นมะม่วงต้นนั้นมาก เพราะตอนเด็กเราเคยปีนไปแล้วหล่นลงมาแขนหัก จำได้มั้ย?’

ฉันพยักหน้า

‘แล้วเราก็เคยเอามะม่วงจากตอนนั้นมาปอกกินเองด้วย เจอหนอนไปสามตัว... คาอยู่ในปาก เราล่ะสยองจนวันตายเลย’

นี่แหละ... เสน่ห์ของเธอ ยอมรับว่าเกลียดอะไรที่คล้ายจะงี่เง่าได้หน้าตาเฉย

‘แต่ว่าต้นมะม่วงต้นนี้เป็นต้นโปรดย่าเลยนะ ย่าบอกว่านี่เป็นต้นมะม่วงที่ปู่ปลูกให้ย่ากับมือเพราะย่าชอบมะม่วง’ เธอเล่าต่อ

‘พ่อกับแม่เราก็รักต้นมะม่วงต้นนี้มากเหมือนกัน... พ่อบอกว่ามันเป็นตัวแทนความรักของปู่กับย่าที่ยังหลงเหลือให้รุ่นลูกหลานเห็น แม่บอกว่ามะม่วงต้นนี้เอามาทำมะม่วงกวนได้อร่อยสุด แต่เราไมได้กินหรอก... เกลียดมะม่วงไปนานแล้วกับเรื่องงี่เง่าพวกนั้นน่ะ’ ว่าแล้วเธอก็หัวเราะปิดท้ายอีกครั้ง

 

 

เธอปล่อยให้ฉันนั่งคิดอะไรเองไปสักพักก่อนจะพูดออกมาเสียงเบาแต่หนักแน่น

‘เห็นไหมล่ะว่ามุมมองคนในบ้านเรามองต้นมะม่วงยังไม่เหมือนกันเลย แล้วนับประสาอะไรกับมุมมองที่คนเป็นร้อยมองคนๆ เดียวล่ะ’

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขัดความเงียบระหว่างเราสองคนขึ้นมา

เพื่อนของฉันโทรมา

ฉันยิ้มให้คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจกดรับโทรศัพท์

ฉันไม่ควรตัดสินเพื่อนด้วยคำพูดของคนอื่น... ถ้าจะได้รับรู้ว่ามิตรภาพนั้นจริงใจหรือไม่ เพื่อนคนนี้เป็นคนแบบไหน

... ฉันควรจะได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง

 

 

 

 

ปล.หายไปนานอยู่เหมือนกันเน้อ ไม่ค่อยได้เ้ข้ามาเลยค่ะ งานเยอะและยุ่งตอน เผลอแป๊บเดียวจะสอบไฟนอลแล้ว กองหนังสือทับอีกหนเลย :P

ปล.2 เดี๋ยวตอนหน้า หรือตอนถัดๆ อาจจะเปิด catagory ใหม่อีกรอบ รอติดตามนะคะ!

ขอบคุณทุกคนที่ยังแวะเวียนมาค่ะ ^ ^

ปล.3 ขอย้ำอีกที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่อยู่ใน "PLACE" นะคะ อาจเป็นเรื่องจริง เรื่องแต่ง หรือบางเรื่องก็เอาบางส่วนมาจากเรื่องจริง แต่ไม่บอกดีกว่าว่าเรื่องไหนจริงหรือไม่จริง เนอะ :)

นิทานลูกเป็ด

posted on 03 Mar 2012 11:04 by bluezy  in PLACE  directory Fiction

กาลครั้งหนึ่งซึ่งไม่นานเท่าไหร่... 

ยังมีลูกเป็ดน้อยตัวหนึ่งที่คอยสงสัย 

ว่าทำไมเพื่อนๆ บรรดาเป็ดของมันถึงไม่พอใจกับการเป็นลูกเป็ด

ทำไมลูกเป็ดตัวที่อยู่ตรงนู้นถึงพยายามที่จะหัดบินให้ได้เหมือนนก...

ทำไมลูกเป็ดตัวที่ดำผุดดำว่ายอยู่ตรงนั้นถึงอยากจะว่ายน้ำได้เหมือนปลา

 

ทำไมต้องอยากเป็นแบบนั้น

ไม่เข้าใจ... มันไม่เข้าใจ

 

 

1

‘รอนานรึเปล่า’ เสียงที่ดังอยู่เหนือหัวทำให้ฉันรีบปิดสมุดที่เพิ่งเขียนไปเล็กน้อยทันควัน

‘อะไรกัน... นั่งเขียนอะไรเพ้อเจ้ออยู่ล่ะสิ’ เสียงหัวเราะของคนมาใหม่ทำให้ฉันอดจะขมวดคิ้วไม่ได้

การที่ฉันเป็นคนที่ชอบอ่านนิยาย ชอบฟังเพลงรัก ชอบขีดชอบเขียนและดูช่างฝัน... ทำให้ฉันถูกเรียกว่าเป็นคนชอบเพ้อเจ้อไปโดยปริยาย ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สนใจกับคำพูดของใครเท่าไหร่ แต่การที่พูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับสิ่งที่ฉันทำอยู่มันเป็นเรื่องไร้สาระนี่มันชวนหงุดหงิดไม่น้อยเลยทีเดียว

‘คนอื่นล่ะ’ ฉันหลีกเลี่ยงที่จะพูดสิ่งที่คิดออกไป... เพื่อตัดอารมณ์ที่หงุดหงิดของตัวเองออกไป

‘อยู่ที่ห้องดนตรีมั้ง นึกว่าแกจะเข้าไปนั่งเล่นในห้องแล้วซะอีก’

พูดจบเพื่อนของฉันก็เดินนำไปยังห้องดนตรีที่อยู่ชั้นสองของตึก

 

ฉันถอนหายใจ... ถ้าเลือกได้และฉันมีอะไรทำ

ฉันคงไม่อยากเข้าไป ‘นั่งเล่น’ ในห้องนั้นเท่าไหร่หรอกนะ

 

2

 

‘อ้าว... มากับเขาด้วยเหรอ’ เสียงทักดังมาจากเพื่อนที่กำลังนั่งปรับสายกีตาร์... แทบจะทันทีที่ฉันก้าวเข้าห้องมาแล้วด้วยซ้ำ

‘มาบ่อยขนาดนี้ ให้มาร้องคอรัสกับวงเราดีไหม’ มือกลองถามขึ้นมา

‘ให้ยัยนี่ร้องก็ล่มพอดี เสียงออกจะน่ารักแต่เพี้ยนสุดกู่เลย’

ฉันเหลือบตาไปมองอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นักกับคำแซว ก่อนจะเดินเงียบๆ ไปยังมุมหนึ่งของห้องและหยิบสมุดโน้ตของตัวเองขึ้นมาเพื่อจะเขียนต่อ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรต่อเสียงคุณมือเบสสุดที่รักของวงก็ดังขึ้นมา

‘แกเลิกเขียนอะไรไร้สาระของแกแล้วมาลองฝึกเล่นดนตรีสักอย่างไม่ได้เหรอว้า ฝึกร้องเพลงก็ได้ จะได้มีทักษะดนตรีสักอย่างติดตัว’

 

ฉันลุกขึ้นยืนด้วยอาการไม่สบอารมณ์เท่าไหร่

‘ชีวิตของฉัน... ถ้าแกไม่รู้อะไรก็อย่ามาดูถูกสิ่งที่ฉันทำอยู่’

 

แม่นกบินมาเกาะต้นไม้ใกล้กับลูกเป็ดพลางบอกให้ลูกเป็ดหันไปดูเพื่อนที่กำลังหัดบินอยู่

แม่นกชื่นชมที่ลูกเป็ดตัวนั้นมีความพยายามที่จะบิน พร้อมกับโอ้อวดให้มันรู้ว่าการได้บินไปบินท้องฟ้ากว้างมันดีอย่างไร มันเพียงแต่รับฟังไว้เท่านั้น

มันรู้ว่าท้องฟ้ากว้างคงจะสวยงามกว่าบนพื้นดินในความเห็นของแม่นก

แต่สำหรับมันแล้ว... พื้นดินที่มันเดินเตาะแตะไปมาก็มีความสุขแล้ว

ลูกเป็ดได้รู้จากคุณลุงลิงที่มีเรื่องสนุกสนานมากมายมาเล่าให้ฟัง ได้เดินตามพี่หมูป่าซึ่งมีเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับต้นไม้มาเล่าให้ฟังเสมอ

 

บนฟ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้...

แล้วอย่างนั้นบนฟ้าจะมีความสุขสำหรับมันได้อย่างไร?

 

 

3

 

ฉันมานั่งสงบสติอารมณ์ในร้านเบเกอรีที่ห่างไกลจากห้องซ้อมดนตรีมากพอที่จะไม่โดนตามตัวได้ง่ายๆ

อันที่จริงคงไม่มีใครตามตัวฉันหรอก พวกนั้นน่าจะคร่ำเคร่งกับการซ้อมดนตรีไปเล่นในงานใหญ่อย่างเอาเป็นเอาตายมากกว่า

 

อันที่จริงฉันอยากเล่นดนตรีเป็นสักอย่างนะ... แต่ดนตรีก็ไม่ใช่ความฝันของฉัน

ฉันรู้ดีว่าถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นเรียนไป ฉันก็คงจะทิ้งการเรียนลงกลางคัน ซึ่งการเล่นเกือบเป็นนี่มันดูย่ำแย่มากกว่าเล่นไม่เป็นอีกในสายตาของฉัน

ฉันมีความสุขกับการนั่งฟังเพลง ร้องเพลงตามไป... แม้ว่าฉันจะร้องเพลงเพี้ยนเสียงสูงขึ้นไปเป็นอีกคีย์แต่นั่นก็เป็นความสุขที่พอแล้วในด้านดนตรีของฉัน

ถึงแม้ว่าจะมีใครบอกฉันว่าการเล่นดนตรีสักอย่างมันดียังไง... มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันอยากลองจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาได้หรอก

เพราะการเล่นดนตรีสำหรับฉัน... มันต้องมาจากใจ ไม่ใช่เล่นเพราะอยากจะดูเก่ง ดูเท่ในสายตาของใคร

 

... คนเรามันไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราถนัดไม่เหมือนกันและสิ่งที่เราชอบก็ต่างกันไป

ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมใครต่อใครต้องอยากยัดเยียดให้ฉันทำในสิ่งที่เขาคิดว่าดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะทำได้ดี

 

 

แม่นกบินไปเฝ้าเพื่อนของลูกเป็ดแล้ว... บินไปด้วยความโกรธมันซะด้วย

ลูกเป็ดไม่เข้าใจหนักขึ้นว่าทำไมแค่ลูกเป็ดไม่อยากบินไปในท้องฟ้ากว้างต้องทำให้แม่นกโกรธขนาดนี้

มันถอนหายใจและเดินกลับไปตามหาพี่หมูป่า ให้พี่หมูป่าพาเดินดูต้นไม้น่าจะดีกว่า

การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำน่าจะเป็นความสุขมากกว่าสำหรับลูกเป็ด

 

 

4

 

ชาเขียวปั่นที่ฉันสั่งมาตั้งแต่เข้าร้านมาพร่องลงไปจนเกือบหมดแล้ว

ฉันยิ้มกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเขียนจบ อารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น

การเขียนเป็นความสุขที่ลูกเป็ดอย่างฉันพอที่จะดีได้ดี สำหรับฉันมันไม่ใช่เรื่องไร้สาระและเพ้อเจ้อ

และสักวันฉันจะได้นำสิ่งต่างๆ ที่ได้เขียนลงในสมุดบันทึกเล่มนี้ไปบอกเล่าคนอื่นถึงความคิดของฉัน

 

สักวัน... สักวันหนึ่ง...

 

เคียงข้างคุณ

posted on 21 Feb 2012 21:30 by bluezy  in PLACE  directory Fiction

1

สามทุ่มยี่สิบนาที... ฉันเพิ่งออกจากสถานีรถไฟฟ้า เดินตรงดิ่งไปยังสะพานลอยที่เชื่อมกับสะพานของรถไฟฟ้า

... พ่อยืนรอรับฉันอยู่ตรงนั้น

 

ความจริงแล้วบ้านของฉันอยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าเท่าไหร่นัก ทางเดินก็ไม่ค่อยเปลี่ยวเพราะมีตลาดสดที่ยังคงคึกคักแม้ว่านี่จะเป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว แต่พ่อก็ยังคงมารับฉันที่ทางออกสถานีรถไฟฟ้า หรือไม่ก็สะพานลอยแห่งนี้ทุกครั้งอยู่ดี

และเป็นแบบเดิมทุกครั้งที่ลงบันไดของสะพานลอย

พ่อจะถอยห่างออกมาให้ฉันเดินนำหน้าลงไปก่อน

 

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด เพราะบางครั้งพ่อเอ่ยปากบอกฉันด้วยซ้ำว่าให้ลงเดินไปก่อน

ฉันไม่เคยถามเหตุผลของพ่อว่าทำไมต้องให้ฉันเดินนำหน้าทุกครั้ง

... แต่ฉันว่าฉันก็พอที่จะรู้คำตอบของการกระทำนี้

 

2

 

ทางเดินของสะพานลอยไม่กว้างพอที่จะให้พ่อเดินข้างๆ ฉันไป และหากฉันเดินตามหลังพ่อไป... พ่อคงช่วยฉันไม่ทันถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับฉัน

พ่อให้ฉันเดินข้างหน้าเพื่อจะดูแลให้ฉันปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ชีวิตมันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว...

ไม่มีวันไหนที่พ่อแม่จะอยู่ข้างฉันตอนที่ตัดสินใจทำอะไรได้ตลอดเวลา

บางครั้งที่ฉันไม่รู้ทางจะไปไหน... พ่อแม่จะเป็นคนเดินนำหน้า ไม่ให้ฉันต้องเดินหลงทาง และแน่นอนว่าทางที่ท่านเดินนำหน้านั้น ท่านต้องมั่นใจพอว่าทางนั้นจะปลอดภัยพอที่จะไม่ต้องหันมากลับดูฉันที่เดินตามหลังตลอดเวลา

บางครั้งที่ฉันต้องการคนช่วยตัดสินใจ... พ่อแม่จะคอยอยู่ข้างฉันเพื่อรับฟังความคิดเห็นของฉัน และแนะนำแนวทางให้ฉันเดินไปข้างหน้า

 

และเมื่อให้ที่ฉันมีทางที่ฉันตัดสินใจว่าจะไปได้แล้ว... พ่อแม่ก็จะคอยอยู่ด้านหลัง ไม่ใกล้จนเข้ามาก้าวก่ายทางเดินของฉัน แต่ก็ไม่ได้ไกลเกินกว่าที่จะเข้ามาประัคองเมื่อฉันหกล้มบนทางเดินนั้น

 

3

 

ฉันเดินลงจากสะพานลอยเรียบร้อยแล้ว

ตลาดยังคงวุ่นวาย... ทางเดินมีเพียงพอที่จะเดินแบบเรียงเดียวเท่านั้น ฉันยังคงอยู่หน้าพ่อเช่นเคย

แต่ฉันว่าเมื่อพ้นจากช่วงตลาดไปแล้ว พื้นที่ให้เดินคงมีกว้างพอ...

ที่ฉันจะผ่อนฝีเท้าและเดินข้างพ่อไป.... จนกว่าจะถึงบ้านของเรา