ไฟปีใหม่

posted on 07 Jan 2012 19:15 by bluezy  in PLACE

18.56 นาฬิกา, 30 ธันวาคม

ห้องสมุด, ชั้นบนสุดของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

 

ไม่เคยเห็นที่นี่เงียบขนาดนี้มาก่อน

แม้ว่าฉันจะเคยมาห้องสมุดแห่งนี้ตั้งแต่เช้าตรู่จนแทบจะเปิดห้างก็ไม่เคยพบกับความเงียบสงัดขนาดนี้มาก่อน

ก็จะสิ้นปีแล้วนี่นะ… ใครจะมาหมกตัวอยู่ในห้องสมุดกันล่ะ เขาคงไปกินข้าว ดูหนัง ถ่ายรูปกับแสงสีที่จัดขึ้นสำหรับเทศกาลปีใหม่แล้ว

... ใครที่ว่าไม่ใช่ฉันด้วยหนึ่งคน

 

ฉันต้องสอบหลังจากเริ่มต้นปีใหม่ไปได้หนึ่งอาทิตย์... นี่แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมฉันต้องมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว

อันที่จริงไม่ใช่ว่าฉันไม่มีเพื่อนคบนะ… แต่ถึงแม้ว่าจะหยุดไม่กี่วันและใกล้ช่วงสอบเพื่อนของฉันก็พากันกลับบ้านที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่นักกันหมด ส่วนแฟนนี่ก็ไม่ต้องพูดถึงเลย ฉันไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตที่ว่านี้ในชีวิตมาก่อน

แต่ที่ฉันถูกเพื่อนทิ้งคงยังไม่น่าเศร้าใจเท่ากับที่ทั้งพ่อแม่และพี่สาวคนดีของฉันพากันไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงนี้

นี่มันเทศกาลปีใหม่หรืออะไร... ทำไมมันหดหู่อย่างนี้ก็ไม่รู้?

 

ฉันถอนหายใจพลางเคาะปากกาในมือเล่น...

พอคิดมากขึ้นมาแล้วสติสมาธิที่จะอ่านหนังสือก็กระเจิดกระเจิงไปหมด เลยได้แต่ไล่สายตามองคนไม่กี่คนที่ยังเหลือในห้องสมุดแก้เบื่อไปก่อน

เด็กวัยมัธยมปลายโรงเรียนเก่าของฉันกำลังนั่งหัวเราะคิกคักอ่านหนังสือการ์ตูนกันอยู่มุมโน้น

เพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกันฉันแต่คงคนละคณะกำลังสาละวนกับการเลือกหนังสืออ่านอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่ฉันนั่ง

เสียงดนตรีดังแผ่วๆ มาจากอีกหนึ่งห้อง

คู่รักคู่หนึ่งกำลังเก็บของด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

... และตรงมุมนั้นมีเพื่อนคณะเดียวกับฉันกำลังนั่งคร่ำเคร่งอ่านหนังสืออยู่

เหมือนว่าสายตาฉันจะมีกระแสจิตอะไรบางอย่างทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมามองฉัน

เราสบตากับอย่างเงียบงัน... และเธอเป็นฝ่ายหลบตาฉันก้มไปอ่านหนังสือต่อไปราวกับว่าเราไม่รู้จักกัน

 

... ที่จริงแล้วก็ว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะเธอไม่ค่อยถูกกันกับเพื่อนสนิทของฉันเท่าไหร่

ถึงเรารู้จักกันก็คงไม่มีเรื่องต้องเสวนากันเท่าไหร่

ฉันว่าฉันเศร้าใจกว่าเดิมอีก...

 

19.32 นาฬิกา, วันเดิม, สถานที่เดิม


เสียงประกาศจากห้องสมุดเตือนว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะปิดทำการและจะเปิดทำการในช่วงที่พ้นวันหยุดราชการในปีถัดไปดังขึ้น

ฉันหยุดอ่านหนังสือ... อันที่จริงต้องบอกว่าฉันหมดสมาธิไปตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว

เก็บของแล้วกลับหอไปนอนดูทีวีคนเดียวก็ได้วะ!

ฉันเก็บข้าวของเครื่องเขียนของตัวเองที่กระจัดกระจายอยู่เต็มโต๊ะลงใส่กระเป๋าอย่างเหนื่อยหน่าย

‘นี่…’ เสียงที่ดังขึ้นมาจากบนหัวของฉันทำให้ฉันสะดุ้งโหยงอย่างตกใจ และพบร่างของเพื่อนร่วมคณะของฉันเองยืนค้ำหัวอยู่

‘เฮ้ย’ เธอหัวเราะคิก ‘ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่นึกว่าจะขวัญอ่อนนะเนี่ย’

แล้วใครจะปิดว่าเธอจะโผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้ล่ะ?

‘มีอะไรหรือเปล่า?’

‘อ๋อ... ก็ไม่มีอะไร จะว่าไปก็มีก็ได้ จะกลับแล้วเหรอ ไปเดินดูไฟปีใหม่เป็นเพื่อนเราหน่อยดิ’ เธอพูดออกมาหน้าตายเล่นเอาฉันมึนหนักกว่าเดิม ทีเมื่อกี้เงยหน้ามาสบตากับยิ้มทักสักนิดยังไม่มี แต่จะชวนฉันไปดูไฟปีใหม่ ยัยคนนี้นี่สติดีรึเปล่านะ...

ถึงแม้ว่าจะคิดอย่างนั้นแต่ว่าประโยคที่ฉันตอบกลับไปกลับเป็น...

‘แต่เราไม่มีกล้องถ่ายรูปนะ’

 

20.45 นาฬิกา, ใกล้กับต้นคริสต์มาสต้นใหญ่, วันเดิม, ในห้างสรรพสินค้าเดิม

‘ดึกแล้ว... กลับบ้านกันเถอะ แล้วนี่แกจะกลับยังไง’ เธอมองนาฬิกาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสดใส

จะไม่ให้ดึกได้ยังไงกันล่ะ... พอออกจากห้องสมุดปุ๊บ คุณเธอก็ลากฉันไปเข้าร้านไอศกรีมปั๊บ แถมด้วยจ้อไม่หยุด (หมายถึงเธอ ส่วนฉันก็ได้แต่ทำตาปริบๆ รับฟังอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวเพราะพูดไม่ทัน)

‘ฉันกลับหอ... เดี๋ยวนั่งรถไฟฟ้าไปแปบเดียวก็ถึงแล้ว แล้วแกล่ะ?’

‘อ๋อ... เดี๋ยวมีคนขับรถมารับน่ะ...’

โคตรจะคุณหนูเลยนะยัยคนนี้

‘เดี๋ยวเราไปส่งแกที่หอก่อนแล้วกัน จะได้ไม่อันตราย ปะ... ไปกัน’ ว่าจบก็เดินลิ่วออกไปไม่ทันให้ฉันได้มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น

 

22.00 นาฬิกา, หอพักของฉัน

ฉันนั่งยิ้มอยู่หน้าสมุดไดอารีของตัวเอง วันนี้เป็นวันที่แปลกสำหรับฉันจริงๆ นะ

ฉันนึกถึงคำพูดของเพื่อนที่พูดทิ้งท้ายก่อนที่ฉันจะลงจากรถ

‘ไว้เจอกันแกก็ทักเราบ้างล่ะ ถ้าไม่มีเพื่อนอ่านหนังสือบอกก็ได้เราชอบไปอ่านที่นั่น ถึงเพื่อนแกจะไม่ค่อยชอบเราและเราก็ไม่ค่อยชอบเพื่อนสนิทแกก็เถอะ’ ว่าแล้วเธอก็ยักคิ้วให้ฉันหนึ่งที

 

การที่เพื่อนของฉันไม่ชอบเธอไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้

ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเองเสมอที่จะชอบหรือไม่ชอบกัน

และฉันก็คิดว่าเธอไม่ใช่คนที่แย่เท่าไหร่หรอกนะ

ในวันใกล้สิ้นปีแบบนี้... ฉันก็ได้มี มิตรภาพใหม่งอกเงยมาจากไฟปีใหม่โดยไม่คาดคิดซะด้วย!


 

 

 

ปล. ห่างหายจากการอัพบล็อกไปนานจนบล็อกเหม็นเปรี้ยวมากๆ แล้ว คิดถึงทุกคนเลยค่ะ /กระโดดกอด ไม่ใช่แล้ว!

ปล.2 สภาพชีวิตตอนนี้คล้ายในเรื่องมาก ถูกกองหนังสือทับตายเลย ไม่ค่อยมีเวลาทำอะไรทั้งนั้น TwT คิดถึงบล็อกของทุกๆ คนนะคะ ไว้ทยอยเก็บหนังสือออกจากชีวิตได้เมื่อไหร่หนูจะแวะไปเยี่ยม :)

ปล.3 นี่เป็นเรื่องสั้นเรื่องที่สอง (รึเปล่า แหะๆ ไม่ได้อัพนานแล้ว) ของ "PLACE" นะคะ ฝากด้วยน้อ :))

ปล.4 สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังทุกท่านต่ะ ขอให้มีสุขีทั้งปีเล้ย ^ ^

สิ่งที่ฉันเป็น

posted on 15 Dec 2011 18:28 by bluezy  in Happiness

‘เราเคยไม่ชอบแกด้วยนะ’

ถ้าเพื่อนที่สนิทกับคุณในระดับหนึ่งพูดกับคุณแบบนี้ในวันหนึ่ง 

คุณจะรู้สึกยังไง?

หน้าชา, พยายามถามเหตุผล

เสียใจ, ไม่คุยกับมัน

แต่ฉัน... หัวเราะ 

 

เรื่องมันเริ่มในเย็นวันหนึ่งในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ขณะนั้นฉันและเพื่อนๆ กำลังนั่งอยู่บนรถแท็กซี่เพื่อพาน้องรหัสของพวกเราไปเลี้ยง แล้วเราก็เริ่มต้นเผากันเองให้บรรดาน้องรหัสฟัง

เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างฉันและกำลังเล่นผมของฉันอย่างสนุกสนานพูดประโยคนั้นขึ้นมา

... และฉันก็หัวเราะ

 

ความจริงแล้วฉันก็พอจะรู้อยู่ว่ามีเพื่อนหลายคนไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่, จากเหตุการณ์หลากหลายเหตุการณ์ในช่วงค่ายแนะแนวของคณะฉันและค่ายรับน้องปีหนึ่ง

ขณะนั้นฉันมีหน้าที่คือเป็น ‘ฝ่ายประสานงาน’ ที่ฉันอยากจะเรียกว่า ‘ฝ่ายประสานงา’ ซะมากกว่า

เพราะต้องทั้งติดต่อผู้ใหญ่ ติดต่อรุ่นพี่และคุมเพื่อนเพื่อจัดกิจกรรมให้มันผ่านพ้นไปได้

การคุมเพื่อนสามร้อยกว่าคนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ฉันและเพื่อนฝ่ายประสานงานจะทำได้ง่ายๆ แน่นอน... การยืนพูดหน้าห้องมันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนไม่ค่อยสนใจ และสาเหตุที่เพื่อนไม่ชอบฉันก็คงมาจากตรงนั้น...

 

ฉันจำเป็นต้องตีหน้าให้ดูเคร่งเครียด

ฉันจำเป็นต้องใช้เสียงดัง

ฉันจำเป็นต้องสร้างความดราม่า

ฉันจำเป็นในหลายๆ อย่างที่เพื่อนหลายคนมองว่ามันไม่จำเป็น แต่ฉันต้องทำเพราะว่าฉันไม่เห็นวิธีไหนที่จะทำให้ทุกคนฟังฉันได้มากที่สุดเท่วิธีนี้

 

ฉันและเพื่อนๆ ก็ทำงานให้ผ่านไปได้ด้วยดีได้

แต่หลังจากฉันฉันเองก็นั่งเสียใจอยู่ร่วมเดือน... ที่เพื่อนหลายคนไม่ชอบฉัน

สุดท้ายแล้วฉันเลิกสนใจมันและทำใจได้, ว่าสักวันหนึ่ง... คงมีคนรู้ว่าจริงๆ แล้วฉันเป็นคนแบบไหน

แต่ตอนนั้นฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า... เพราะฉันรู้ว่าภาพลักษณ์ของฉันในสายตาเพื่อนบางคนมันติดลบซะจนดึงขึ้นมาให้เป็นศูนย์ก็ยังยากเลย

 

งานนั้นเป็นงานสุดท้ายที่ฉันต้องโวยวายและเหวี่ยงแหลก

และ... เวลาห่างหายไปหลายเดือน

 

ฉันไม่จำเป็นต้องทำหน้าเคร่งเครียด

ฉันไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดัง

ฉันไม่จำเป็นต้องก่อความดราม่า

ฉันกลับมาเป็นตัวฉันเองที่ใช้ชีวิตเงียบๆ ในคณะต่อไป

 

… และเพราะต้องมาเรียนแล็บทำให้ฉันได้มารู้จักเพื่อนคนนี้

ฉันกลับมาเป็นคนที่ใช้ชีวิตปกติอีกครั้งอย่างที่ฉันบอกไปแล้ว

ฉันบ้าเต็มที่ ฉันรั่วใส่เพื่อนเต็มที่... จนเพื่อนคงลืมไปแล้วว่ามันเองเคยไม่ชอบฉัน

ถ้ามันไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมากลางรถแท็กซี่ฉันคงไม่คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้... ถ้าเป็นเมื่อก่อนคือหลังจบค่ายใหม่ๆ ฉันคงเสียใจเศร้าไปอีกหลายวัน

 

แต่ว่าวันนี้ฉันดีใจที่เพื่อนบอกกับว่า ‘เคยไม่ชอบฉัน’

เพราะมันทำให้ฉันแน่ใจได้ว่า... ตัวตนที่ฉันเป็นเมื่อไม่ได้รับหน้าที่นั้นก็ยังทำให้เพื่อนที่เคยไม่ชอบขี้หน้าฉันเปลี่ยนมาคุยกันได้ เฮฮากันได้และสนิทสนมกันได้

 

ฉันยังต้องบอกอีกไหม, ว่าทำไมฉันถึงต้องหัวเราะหลังจากเพื่อนพูดจบประโยคนั้น?

 

 

 

ปล. ดูดราม่าไปมั้ยเนี่ย ฮ่าๆ อยากให้เพื่อนได้อ่านแต่เขิน เก็บไว้กับตัวเองก่อนแล้วกัน
ปล.2 ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ค่ะ :D
ปล.3 @bluezyopal ทวิตเราค่ะ :)

เช้านี้... ที่หัวหิน

posted on 11 Dec 2011 10:42 by bluezy  in PLACE

วันนี้, ตีสี่สิบสองนาที, หัวหิน

 

… บรรยากาศเหมือนวันนั้นเลย

ฉันนั่งกอดเข่าพิงขอบเตียงมองดวงจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนฟ้าสีดำสนิทผ่านกระจกใสของห้องพักในโรงแรม ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกของสองวงที่ตั้งมานานแล้ว

หนึ่ง... คือ วงไพ่ของเพื่อนสาวทั้งหลายที่น่าจะเป็นการเล่นเอาสนุกสนานมากกว่าจริงจัง และสอง… วงเหล้าของเพื่อนทั้งชายและสาวที่กำลังเมาและรั่วได้ที่

ฉันยิ้มเล็กน้อยเอาคางวางลงบนเข่าและนึกถึงใครอีกคน… ที่อยู่ไกลออกไป

 

‘เฮ้ย’ ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อเพื่อนสาวร่างสูงกระโดดลงจากเตียงมานั่งอยู่ข้างฉัน

เรานั่งนิ่งเงียบอยู่ราวห้านาทีได้ แล้วเธอก็หยิบสิ่งที่อยู่ในมือมาส่งให้ฉันโดยไม่พูดอะไร

สิ่งนั้นเป็นรูปภาพของคนสองคนที่นั่งอยู่ชายหาดกำลังมองพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า

ฉันจำได้ดี… ว่าวันนั้นคือวันไหน และใครคือสองคนนั้น

‘เราว่าจะเอารูปนานให้แกนานแล้ว แต่กลัวแกร้องไห้ เลยปล่อยให้เวลาผ่านมาสักหน่อยดีกว่า’

ฉันยิ้มและบอกขอบคุณไปเสียงเบา

 

ความทรงจำของฉันย้อนกลับสู่วันนั้นอีกครั้งหนึ่ง…

และฉันไม่แน่ใจเหมือนกัน… ว่าฉันจะไม่ร้องไห้เมื่อคิดถึงมัน

 

 

วันนั้น, ตีหนึ่งยี่สิบแปดนาที, หัวหิน

 

นั่งทำอะไรคนเดียววะนั่น?

ฉันละสายตาจากรายการเพลงที่เพื่อนสักคนเปิดค้างไว้ให้ฉันดู มองไปยังเขาที่นั่งขัดสมาธิริมขอบเตียงจ้องดวงจันทร์ที่เหลือเพียงเสี้ยวเล็กผ่านกระจกใสอย่างเอาเป็นเอาตาย

‘ว่าไงพ่อหนุ่มแพ้เหล้า มานั่งเหงาอะไรอยู่คนเดียวจ๊ะ?’ ฉันแซวเรียกความสนใจแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างเขา

แปลกดีเหมือนกันที่หมอนี่หน้าตาอย่างกับมหาโจร… แต่ว่าแพ้เหล้าขั้นวิกฤตและไม่ข้องเกี่ยวกับการพนันแทบจะทุกชนิด

‘ทำลายสุนทรียภาพจริงๆ เลย’ เขาแขวะกลับมา

‘อะไรอะไร… กูอุตส่าห์พูดดีด้วย มึงตอบกลับมาแบบนี้เนี่ยนะ’ ฉันกระชากเสียงใส่ โบกหัวเขาไปหนึ่งที

‘ดีบ้านพ่อมึงสิ เป็นสาวเป็นแส้หัดพูดให้มันไพเราะกว่านี้ได้มะ?’ เขาโบกหัวฉันกลับอีกหนึ่งที

ฉันหัวเราะ ยังดีที่ยังเห็นฉันเป็นผู้หญิงอยู่

 

ฉันหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้… ตื่นมาอีกทีเพื่อนที่ก่อความไม่สงบด้วยการตั้งวงไพ่และวงเหล้าก็ยังก่อความไม่สงบอยู่เหมือนเดิม

เล่นกับดื่มกันอย่างกับจะไม่ได้เจอกันอีกเลยไอ้พวกนี้นี่!

อันที่จริงก็คงได้เจอกันอีก… แต่ว่าน้อยลงแล้วแหละ ฉันก็เกือบลืมไปว่าที่พากันมาเที่ยวครั้งนี้เป็นการฉลองที่สอบวิชาสุดท้ายของชีวิตนิสิตของพวกเราเสร็จ ต่อไปคงต้องแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเองแล้ว

ใจหายเหมือนกันนะ 

‘ตอนเช้าตื่นมาดูอาทิตย์ขึ้นกันมั้ยแก?’ เขาที่ยังนั่งจ้องดวงจันทร์อยู่เหมือนเดิมพูดขึ้นทำให้ฉันสะดุ้ง

ฉันไม่ได้ตอบเพราะยังคงงงอยู่ว่าเขาจะมาไม้ไหน… ชวนไปดูอาทิตย์ขึ้นเนี่ยนะ

‘แกนอนไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวใกล้เช้าแล้วฉันปลุกอีกที’

 

 

วันนั้น, ตีห้าห้าสิบห้านาที, หัวหิน

 

เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นแหวกความเงียบ พอลืมตาตื่นก็พบว่าฉันยังคงนั่งหลับอยู่ที่เดิมและวงเหล้าวงไพ่ก็หายไปหมด เหลือเพียงเพื่อนสาวเท่านั้นที่ยังคงนอนอยู่ห้องเดียวกัน

ฉันกดรับทั้งที่ยังไม่ตื่นเต็มตา

‘เช้าแล้ว ไปดูอาทิตย์ขึ้นกัน’ เสียงปลายสายสดใสเป็นการยืนยันว่าฉันไม่ได้ง่วงจนฟังผิดไปเมื่อคืน

‘เออ ขอล้างหน้าแปรงฟันแปบหนึ่ง เดี๋ยวตามไป’

 

‘แกจะกลับมาเยี่ยมพวกเราบ้างมั้ยวะ?’ นี่คือคำถามจากฉัน เมื่อเราสองคนมานั่งที่หาดทรายเรียบร้อยแล้ว

เขาจะกลับไปทำงานที่บ้าน… เพราะว่าอาม่าของเขาไม่ค่อยสบายนัก เลยอยากให้หลานชายคนเดียวกลับไปอยู่ด้วย

คิดแล้วก็เหงานะ ฉันกับเขาถึงแม้ว่าเราจะทะเลาะกับเรื่องไร้สาระออกจะบ่อย แต่ว่าเขาก็เป็นเพื่อนผู้ชายที่ฉันสนิทที่สุด

‘ไม่รู้เหมือนกัน ต้องดูอาการอาม่าก่อน นี่ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่… เอาน่า ยังไงไม่มีเราแกก็อยู่ได้ไม่ใช่รึไง?’

ฉันไม่แน่ใจแต่ฉันไม่อยากพูดออกไปให้เขาไม่สบายใจ

 

ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าทีละนิด

‘ฉันรักแกนะ’ ฉันพูดออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่ดูเหมือนเขาจะไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะฉันได้ยินเสียงเขาหัวเราะสดใส เอามือมาแตะบ่าฉันไว้

‘ฉันก็รักแกเหมือนกัน’

‘แล้วแกก็จำไว้ด้วย… ว่าต่อไปถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มาดูอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน แต่ความเป็นเพื่อนของเรามันก็เหมือนดวงอาทิตย์นี่แหละ แกอาจจะไม่ได้มองเห็นตลอดเวลา แต่ว่าดวงอาทิตย์ก็ยังอยู่กับเราตลอดเวลา’

‘ซึ้งมาก นี่ถ้าแกไม่ได้แพ้เหล้าเรานึกว่าแกเมาไปแล้วนะเนี่ย’ ฉันแซวขึ้นมา… กลบความเขิน เลยโดนโบกไปซะหนึ่งที

 

นั่นสินะ… เราอาจจะไม่ได้เจอหน้ากันเหมือนสมัยเรียนด้วยกัน

ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักฉัน ฉันไม่รักเขา… และเราไม่ได้เป็นเพื่อนกันสักหน่อย

 

 

วันนี้, ตีสี่สามสิบนาที, หัวหิน

 

เพื่อนของฉันลุกไปร่วมกับวงไพ่ได้สักพักแล้ว

ฉันยิ้มถือรูปไว้ในมือและน้ำตาซึมจากภาพความหลังในอดีตเล็กน้อย

 

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองเวลา…

ดวงอาทิตย์ใกล้ขึ้นเมื่อไหร่ฉันจะโทรไปหาเขา

และเราจะนั่งมองดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าในเวลาเดียวกัน

 

 

 

 

 

ปล. เรื่องสั้นเรื่องแรกใน category "PLACE" ค่ะ ติชมได้นะคะ :)
ปล.2 ขอบคุณทุกคอมเม้นต์เลย
ปล.3 คุยกันได้ที่ @bluezyopal ใครที่ฟอลแล้วจะพบว่า เราพูดมาก บ่นมาก คุยได้แต่คิดให้ดีก่อนตัดสินใจด้วยค่ะ (ไม่ใช่ละ:P) ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ

มอมและโทน

posted on 08 Dec 2011 18:21 by bluezy  in Happiness

มอมและโทน

เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน 

เพศเดียวกัน 

และมีศักดิ์เกือบเท่าเทียมกัน

 

มอม 

มอมเป็นหมาน้อยเพศเมียตัวล่าสุดที่อาม่าของฉันเลี้ยงไว้

ความจริงมอมก็ตัวไม่น้อยเท่าไหร่หรอก... แล้วอีกอย่างคือมอมไม่ใช่หมาน้อยหน้าตาน่ารักที่ใครเห็นแล้วต้องเดินเข้าไปเล่นด้วย

นอกจากจะหน้าตาไม่น่ารักแล้ว... มอมเป็นหมานิสัยเสีย

 

อาแปะของฉันเล่าว่ามอมเป็นหมาเพศเมียที่ชอบผู้หญิง เกลียดเด็กน้อย และเกลียดผู้ชายที่ใส่รองเท้าใหญ่โต

นอกจากนี้มอมยังเป็นหมารักสบายอีกด้วย

 

งานหลักของเจ้าหนูมอมคือการไปนอนหงายให้คนเอาเข้าเขี่ยพุง

สบายไม่พอยังหลับตาพริ้ม... มีการเปลี่ยนข้างซ้ายขวาให้อีกด้วย!

 

ฉันก็หลวมตัวเอาเท้าลูบพุงให้มอมอยู่เกือบทุกครั้งที่ไปบ้านของอาม่า

และได้พบว่านอกจากที่มอมรักสบายแล้ว ก็ยังมีนิสัยขี้อ้อนเป็นเลิศ

ถ้าฉันหยุดลูบพุง (ด้วยเท้า) ให้คุณเธอเมื่อไหร่ล่ะก็... เธอจะหรี่ตาขึ้นมามองฉันและเมินหนีไปสักพัก

แล้วก็กลับมาพันแข้งพันขาจนฉันไม่เป็นอันทำอะไร

ถึงคราวนี้แหละ... มอมก็นอนหงายพุงขึ้นฟ้า กวักเท้าเรียกให้ฉันลูบพุงให้อีกรอบ

 

และอีกหลายหลายรอบ

จนกว่าฉันจะได้ออกจากบ้านหรือว่าเธอจะหิวนั่นแหละ!

 

 

โทน 

 

โทนเป็นหมาเพศเมียเช่นเดียวกับมอม และเป็นหมาน้อยในตำนานที่ใครก็ขนานนามว่าเป็นลูกสาวคนที่สิบเอ็ดของอาม่าเลยทีเดียว

(อันนี้ไม่ใช่เกินไป, เพราะอาม่าของฉันเลยเรียกให้โทนลูกรักมาไหว้อาเหล่ากง อาเหล่าม่ามาเรียบร้อยแล้ว)

ฉันรู้จักกันโทนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้เหมือนกัน

แต่วันที่ฉันเลิกกลัวโทนนั้น... ฉันจำได้แม่นยำ

 

ตอนเป็นเด็กฉันเป็นโรคกลัวหมากัดคล้ายกับเด็กหลายคน... รวมไปถึงเจ้าโทนด้วย

พอกลัว... เลยวิ่งหนี

ยิ่งวิ่งหนี... โทนยิ่งวิ่งไล่

พอฉันหกล้มแล้วหยุดวิ่ง... โทนก็เลิกวิ่งตามฉัน

 

ฉันเรียนรู้จากวันนั้นว่าความจริงแล้วที่วิ่งไล่เพราะโทนเข้าใจว่าฉันเล่นด้วยต่างหาก

รอยแผลเป็นที่เข่าจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็น่าจะเกือบสิบสองปีแล้ว นับวันมันก็จางเรื่อยๆ จนฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่มันจะจางหายไปจากเข่าข้าวขวาของฉัน

... แต่ที่ฉันรู้ก็คือนับจากที่ได้แผลมาวันนั้นฉันเลิกเกลียด เลิกกลัวหมาอีกเลย

 

 

ถึงแม้ว่าโทนจะไม่อยู่หลายปีแล้ว... แต่ที่เจ้าหนูมอมได้รับอานิสงส์นอนสบายให้ฉันได้เอาเท้าเขี่ยพุง 

... ก็คงต้องขอบคุณโทนที่สร้างแผลให้ฉันวันนั้น

 

 

 

 

ปล. เดี๋ยวเอนทรี่หน้าจะเปิด Category ใหม่นะคะ คือ "Place" เป็นเรื่องสั้นน่ารักๆ (คิดเอาเองว่าคงน่ารัก) ที่เกี่ยวกับความรักที่ไม่จำกัดว่าต้องเป็นชายหญิง แต่เป็นชายชายก็ได้ (อุ้ย ไม่ใช่ละ :P) แต่เป็นความรักหลายรูปแบบที่จะอยู่ในสถานที่ต่างๆ เท่าที่เราจะนึกออกเน้อ :) ฝากติดตามด้วยนะคะ

ปล.2 ขอบคุณทุกคอมเม้นต์มากๆ เลยค่ะ อ่านแล้วมีความสุขมากๆ จริง

ปล.3 หนูเรียนหนัก อาจจะมานานๆ ทีนะคะ อย่าเพิ่งลืมกันเน้อ

ปล.4 คุยกันได้ที่ @bluezyopal ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน  ^ ^

 

หอมชุบแป้งทอด

posted on 30 Nov 2011 06:27 by bluezy  in ShortFiction

1

 

แปลกใจ... 

ผมขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเห็นสาวน้อยเดินหน้าเศร้าผ่านหน้าของผมไปพร้อมกับถุงพลาสติกใสซึ่งในนั้นมีหอมใหญ่อยู่สี่ห้าหัวได้

ปกติสาวน้อยร่วมคอนโดฯ ของผมคนนี้มักจะมีรอยยิ้มสดใส แต่พักหลังมานี้ผมกลับเห็นเธอมีใบหน้าเศร้าหมอง

นั่นคงยังแปลกไม่พอเท่ากับที่ผมเห็นเธอมีใบหน้าเศร้าพร้อมกับถุงหอมใหญ่ในมือทุกครั้ง

… มันมีอะไรสัมพันธ์กันหรือเปล่านะ?

 

‘สวัสดีครับ’ ผมตัดสินใจเอ่ยทักเธอจากด้านหลังระหว่างที่เธอกำลังรอลิฟต์

เธอสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันกลับมายกมือไหว้ผมพร้อมส่งรอยยิ้มน้อยๆ ที่ไม่สดใสเหมือนทุกทีมาให้

ถามว่าสบายดีไหมคงเป็นคำถามที่ไม่ค่อยเข้าท่าไปหน่อย

งั้นคำถามนี้แล้วกัน...

‘พี่ชายเราเป็นยังไงบ้าง?’

พอถามถึงพี่ชายของเธอแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะมีสีหน้าที่ดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เล่าถึงพี่ชายไม่ขาดปาก

ผมกับพี่ชายของเธอเป็นเพื่อนเรียนด้วยกันสมัยมหาวิทยาลัยครับ แต่ว่าไม่ได้สนิทกันมาก... พอเรียนจบมันก็กลับไปทำงานที่บ้านเกิด ทิ้งน้องสาวที่ยังเรียนอยู่ที่คอนโดฯ ใกล้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เพียงคนเดียว

 

เสียงคุยเงียบหายลงไปเมื่อลิฟต์มาจอดที่ชั้นที่เราอาศัยอยู่

เธอหันมาสวัสดีผมเป็นการลาอีกหนึ่งครั้งแล้วหันหลังกลับไปทางห้องของเธอ และผมก็เรียกชื่อเธอเอาไว้

ได้ผลครับ... เธอสะดุ้งเป็นครั้งที่สอง แถมสะดุ้งแรงกว่าเมื่อกี้อีก

‘จะเอาหอมเยอะขนาดนั้นไปทำอะไร?’ ผมชี้ไปยังถุงพลาสติกของเธอ

‘อ๋อ... เอาไปชุบแป้งทอดน่ะพี่ หนูชอบกิน’

‘พี่ก็ชอบกิน ถ้ากินไม่หมดเอามาแบ่งพี่ก็แล้วกัน’

 

เธอเดินกลับไปที่ห้องเธอด้วยความงุนงง โดยมีผมมองส่งไปจนลับตา

หอมใหญ่ ความเศร้า หอมชุบแป้งทอด น้ำตา 

ใช่! หอมใหญ่กับน้ำตา!

ผมฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้รีบคว้าโทรศัพท์กดหาเบอร์ที่ไม่เคยโทรออกแทบจะทันที

 

 

 

2

 

ฉันคิดว่าตัวเองทำใจได้แล้ว... 

ฉันเขวี้ยงกระเป๋าสะพายของตัวเองลงโซฟาอย่างแรงแล้วทรุดนั่งกอดเข่า

อันที่จริงมันคงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เพราะว่ามันน่าจะเป็น... ฉันคิดว่าฉันหลอกตัวเองว่าทำใจได้แล้วสำเร็จ

... แต่มันก็ไม่สำเร็จ

 

ฉันเพิ่งอกหัก

อกหักจากคนรักที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายจนถึงเมื่อสามเดือนก่อนเราก็คบกันได้ห้าปีกว่า

ฉันไม่รู้ว่าฉันผิดหรือว่าเขาผิด...

ฉันรู้จักเขาดีพอที่จะบอกว่าเรื่องนอกใจไม่ใช่เรื่องที่เขาจะทำลงไปได้ง่ายดาย... เรื่องมันอาจจะเพราะว่าเราเรียนคนละคณะกันและฉันเองก็เรียนหนักจนไม่มีเวลาให้เขา

ไม่มีเวลาให้... นี่มันข้ออ้างของการเลิกกันที่ไร้ซึ่งความสมเหตุสมผลที่สุดสากลโลกในความคิดของฉันเลยนะคะ

ฉันถอนหายใจแล้วเหลือบมองถุงหอมใหญ่ที่วางอยู่ข้างตัว

ได้เวลาลงมือปอกหอมใหญ่แล้วสิฉัน

 

ฉันเป็นคนบ่อน้ำตาอยู่ลึกมาก... ไม่รู้ว่าทำไมทุกทีที่ฉันมีเรื่องอัดอั้นตันใจจากจะร้องไห้ ฉันถึงไม่เคยร้องไห้ออกมาได้สักครั้งหนึ่ง ฉันจึงต้องเลือกหอมใหญ่มาเป็นตัวช่วยที่แสนดี

ความจริงมันก็ไม่แสนดีเท่าไหร่หรอกค่ะ เพราะหอมใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้น้ำตาฉันไหลออกมามากเท่าความรู้สึกอัดอั้นที่ฉันมี

แต่ก็ยังดีกว่าร้องไห้ไม่ออกแล้วกัน

 

เสียงโทรศัพท์ของฉันร้องดังขึ้นมาในขณะที่ฉันปอกหอมใหญ่ไปได้สองหัว

ใครโทรมาเอาป่านนี้นะ?

ความจริงฉันก็อยากให้หมอนั่น... คนรักเก่าของฉันโทรมาพูดอธิบายอะไรสักอย่าง แต่ว่าคงไม่ใช่หรอกค่ะ ถ้าจะทำก็คงโทรมาตั้งแต่สามเดือนที่แล้วแล้ว

ชื่อที่แสดงบนหน้าจอทำให้ฉันประหลาดใจไม่ใช่น้อย

... พี่ชายของฉัน 

 

 

 

3 

 

เสียงเคาะประตูที่ไม่ดังมากนักทำให้ผมแปลกใจอีกครั้งในรอบวัน

และเมื่อมองผ่านช่องตาแมวพบว่าใครเป็นคนมาเคาะก็ยิ่งประหลาดใจกว่าเก่า

... เธอเอาหอมชุบแป้งทอดมาให้ผมจริงด้วยแฮะ

ผมเปิดประตูออกไป และแน่นอนว่าเธอสะดุ้งสุดตัวอย่างตกใจเป็นรอบที่สาม รอบนี้แรงซะจนผมกลัวว่าหอมชุบแป้งทอดในจานใบนั้นจะกระเด็นกระดอนหนีไปก่อนที่ผมจะได้ลงมือกิน

‘เอามาให้ค่ะ’ เธอยื่นจานมาให้ผมพร้อมกับรอยยิ้มที่เหมือนเธอคนเดิมได้กลับมาแล้ว

ตาของเธอดูแดงและบวมช้ำเหมือนคนที่ร้องไห้อย่างหนักมาไม่นาน... และผมไม่คิดว่ามันจะมีที่มาจากเจ้าหอมในจานใบนี้หรอก

‘ขอบคุณนะคะพี่’

‘เฮ้ย! มาขอบคุณพี่ทำไม... พี่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณสิที่เอาของฟรีมาให้กิน’

เธอยิ้มอย่างเขินอาย... ผมพอเข้าใจแล้วว่าเธอขอบคุณผมเรื่องอะไร

 

ผมออกมายืนหน้าห้อง มือหนึ่งถือจานหอมชุบแป้งทอด... ส่วนสายตาก็มองส่งเธอไปจนเข้าห้องเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะรู้สึกว่ามีข้อความส่งเข้ามา

เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับข้อความจากพี่ชายของเธอ แม้ว่าจะเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว

‘กินหอมทอดให้อร่อย แล้วก็ขอบใจมึงมากนะ’

ผมยิ้ม

 

ผมว่าคนเราอาจจะร้องให้คนเดียวได้ 

แต่ว่าไม่มีใครสมควรที่จะเศร้าคนเดียว 

... โดยไม่มีใครคอยรับฟัง

 

 

 

 

 

ปล. ... ไม่รู้จะพูดอะไร หิว! =[]=
ปล.2 ขอบคุณทุกคอมเม้นต์นะฮะ
ปล.3 คุยกันได้ที่ @bluezyopal ค่า ^ ^