MIDNIGHT

posted on 17 Dec 2015 20:05 by bluezy in ShortFiction directory Fiction

1

 

ฉันเคยจินตนาการไว้นานมาแล้ว… หากเราพบกันอีกครั้งฉันจะพูดอะไรกับเขา แต่เมื่อเราพบกันจริงๆ ฉันจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อยว่าในตอนนั้นวาดภาพไว้ว่าอย่างไร จะเอ่ยทักทายหรือจะชวนพูดคุยเรื่องไหนก่อน

“สบายดีนะ” เขาเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายก่อน

ฉันพยักหน้าตอบรับด้วยความมึนงง การปรากฏตัวของเขาดูไม่มีที่มาชัดเจนว่าเขามาทำอะไรที่นี่ตรงนี้ นั่นอาจจะเป็นเพราะฉันเองก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวของเขามานานแล้วก็ได้

“ไปนั่งด้วยกันไหม เรานั่งอยู่ตรงนั้น” เขาชี้ไปที่โต๊ะที่อยู่มุมในสุด บนนั้นมีแก้วเซรามิก จานขนมและของวางกระจัดกระจายบ่งบอกว่าเขาคงมาที่นี่ได้สักพักแล้ว

และแม้ว่าจะมีที่นั่งว่างอีกกว่าครึ่งร้านให้ฉันได้จับจอง แต่ฉันก็เลือกเดินตามเขาไปนั่งอีกฝั่งของโต๊ะอยู่ดี

บนโต๊ะไม้นั้นนอกจากจะมีแก้วแล้วยังมีไอพอดคลาสสิกสีดำ ดินสอไม้และสมุดปกสีน้ำเงินเล่มเล็กวางอยู่

ยังใช้ทุกอย่างเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

ฉันลอบมองเขาที่ดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แว่นสายตากรอบดำก็ยังเป็นทรงคล้ายๆ เดิม รวมไปถึงเสื้อยืดคอกลมสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีโปรดของเขาและกางเกงขาสั้นสีดำยังทำให้ฉันหวนนึกถึงเมื่อก่อน

“ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ” ฉันพึมพำ

“แต่เธอดูโตขึ้นเยอะเลย” เขายิ้มจนเห็นลักยิ้มบุ๋มที่แก้มข้างซ้าย เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉันสบายอยู่เสมอที่ได้เห็น

เราต่างฝ่ายต่างนั่งเงียบไป เขาก้มลงจดอะไรยุกยิกลงสมุดของตัวเอง ส่วนฉันก็แสร้งมองไปรอบๆ ร้านทั้งที่ฉันมาร้านนี้เกือบจะสิบครั้งจนแทบจะจำรายละเอียดทุกอย่างในร้านได้หมดแล้ว

และแล้วก็มีคนเข้ามาช่วยพังความเงียบอันน่าอึดอัดระหว่างเราลงจนได้ กาน้ำชาและแก้วใบเล็กที่ฉันสั่งไว้ถูกนำมาวางบนโต๊ะโดยน้องสาวเจ้าของร้าน เธอส่งยิ้มให้ฉันเล็กน้อยและเดินจากไป

“อะไรน่ะ” เขาชะโงกหน้าเขามามอง

ฉันค่อยๆ รินชาออกมาจากกาใส่แก้วใบเล็ก “ชาข้าว เราชอบของร้านนี้”

เขาพยักหน้าและคว้าแก้วสีขาวของตัวเองขึ้นมาอวด น้ำสีน้ำตาลใสที่อยู่ก้นแก้วทำให้ฉันเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจไม่น้อย

“เอธิโอเปีย เยอกาเชฟ… เดี๋ยวนี้เราดื่มกาแฟเป็นแล้วนะ”

นอกจากดื่มเป็นแล้วเขายังรู้จักชื่ออีกด้วย!

เมื่อก่อนนั้นฉันเป็นคนที่ติดกาแฟและเคยพยายามให้เขาลองชิม เขาปฏิเสธทุกครั้งไปด้วยเหตุผลว่ากาแฟขมเกินกว่าที่เขาจะดื่มไปได้… นี่เป็นสิ่งที่ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าจะเกิดขึ้นกับเขาได้

ความเงียบอันน่าอึดอัดก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ฉันหลบตาและเสไปหยิบแก้วชาขึ้นมาจิบแต่แล้วกับรู้สึกแปลกประหลาด

ชาแก้วนี้ไม่มีความร้อนแม้แต่น้อย ไม่มีกลิ่นข้าวอ่อนๆ แบบที่ฉันชอบ คล้ายว่าฉันกำลังกลืนน้ำเปล่าไร้รสลงไป

“ไม่ต้องแปลกใจหรอก” เขาพูดราวกับล่วงรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็ได้เห็นเขาส่งยิ้มที่มีลักยิ้มบุ๋มที่แก้มซ้ายขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ฉันกับรู้สึกเหมือนกำลังสนทนากับใครสักคนที่ฉันไม่รู้จัก

“ตอนนี้เธอกำลังฝันอยู่น่ะ…”

 

2

 

ฉันสะดุ้งสุดตัวจนเพื่อนที่ซุกตัวในอยู่ถุงนอนข้างๆ สะดุ้งตื่นตามมาด้วย

“เป็นอะไร ฝันร้ายเหรอ” เธองัวเงียถาม

“เปล่า” ฉันปฏิเสธทั้งที่ยังสับสนมึนงงอยู่กับความฝันเมื่อครู่ก่อนจะนึกอะไรออก “มันไม่ใช่ฝันร้าย ไม่ใช่ฝันดี เราว่ามันเป็นฝันกลางๆ แล้วก็เป็นฝันกลางๆ ที่ประหลาดมาก”

“พูดอะไรของแก ละเมอรึเปล่าเนี่ย” เธอบ่นก่อนจะพลิกตัวไปอีกทาง ทิ้งให้ฉันนั่งลืมตาในความมืดเพียงลำพัง

เพราะยังไม่สามารถข่มตาลงนอนต่อได้ในสภาพแบบนี้ จึงสลัดตัวออกจากการเป็นดักแด้ในถุงนอน คว้าโทรศัพท์มาไว้ในมือและรูซิปก้าวออกไปข้างนอกเต้นท์

หลังจากนั่งอยู่นิ่งๆ บนผืนเสื่อ จ้องมองกองไฟที่มอดดับไปแล้วก็ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

ฉันคว้าโทรศัพท์ที่วางข้างตัวมากดดูเวลา ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนกับอีกสามสิบสี่นาที ตัวเลขวันที่และเดือนทำให้ฉันเพ่งมองอีกครั้งเมื่อคุ้นว่าเมื่อสามสิบห้านาทีที่แล้วเป็นวันคล้ายวันเกิดของเขา ฉันลืมไปเสียสนิท!

ความจริงจะว่าลืมวันคล้ายวันเกิดของเขาไปเสียสนิทก็คงไม่ใช่ เพราะว่าฉันลืมเขาไปเลยต่างหาก

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ไม่เคยเจอกันอีกไม่ว่าจะเป็นการนัดเจอกันหรือบังเอิญเจอ โลกของฉันไม่มีพื้นที่สำหรับเขาอีกต่อไป

ประหลาดดีเหมือนกันที่เมื่อหลายปีก่อนนั้นฉันคิดว่าจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีเขา การหลับฝันถึงเขาเป็นฝันร้ายที่ทำให้ฉันร้องไห้จนน้ำตาชุ่มหมอนแทบจะคืนเว้นคืน แต่ในวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

ปรากฏตัวของเขาในฝันไม่ได้ทำให้ฉันตื่นมานั่งยิ้มหวานเป็นบ้าเป็นหลังเมื่อตอนแรกที่เราอยู่ด้วยกันและมันก็ไม่ได้ทำร้ายฉันอีกต่อไป

มันก็แค่ ‘ฝันกลางๆ’ ก็เท่านั้น

 

3

 

ฉันรู้สึกประหลาดเมื่อเดินเข้ามาในร้าน แม้ว่าจะผ่านมาเกือบเดือนแล้วแต่ฉันยังจำได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดในความฝันมันเกิดที่นี่

“วันนี้ทานอะไรดีคะพี่” พนักงานในร้านที่คุ้นเคยเพราะฉันมาบ่อยเอ่ยทักทาย

“ขอช็อกโกแลตเย็นกับเชอร์รี่พายก็แล้วกันจ้ะ” ฉันสั่งโดยเลี่ยงเครื่องดื่มที่สั่งไปวันนั้น หากเมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยเตรียมจะไปหาที่นั่งก็เห็นใครบางคนเดินก้าวเข้ามาในร้านก่อน

เขาเบิกตาโต ก้าวเท้ายาวๆ มาหยุดตรงหน้าฉัน ยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มข้างแก้มซ้าย

“สบายดีนะ” เขาเอ่ยทักก่อน

… ทำไมเหตุการณ์มันถึงคุ้นขนาดนี้ก็ไม่รู้

“เดี๋ยวเราสั่งกาแฟให้” ฉันเอ่ยปากเมื่อเขามองเมนูเครื่องดื่มเหนือเคาท์เตอร์

เขาหันมามองด้วยความประหลาดใจ “รู้ได้ยังไงว่าเดี๋ยวนี้เรากินกาแฟแล้ว”

นั่นไง! ฉันยิ้มเจื่อนๆ ให้กับเขาและแอบหยิกตัวเองเบาๆ หนึ่งทีเพื่อเป็นการยืนยันว่านี่ไม่ใช่การฝันประหลาดเป็นครั้งที่สอง

“เอธิโอเปีย เยอกาเชฟเป็นไง” ฉันถาม

“เราชอบ” เขาตอบกลับมา สายตามีแต่ความสงสัย

เป็นฉันต่างหากที่ควรจะสงสัย… ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป!

ดิ่ง

posted on 11 Sep 2014 20:01 by bluezy in ShortFiction

ฉันกำลังยืนอยู่ที่ขอบสระ

คุณกำลังดำดิ่งลงไป

ลึกลงไปเรื่อยๆ

เรื่อยๆ

หนึ่งอึดใจ

สองอึดใจ

สามอึดใจ

 

ฉันรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง

ฉันพยายามเรียกชื่อคุณอีกหลายต่อหลายครั้งเพื่อเรียกสติกลับมา

ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผลอะไรทั้งนั้น… คุณยังคงดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ ไม่แม้แต่จะตะเกียกตะกายขึ้นมาให้พ้นจากผิวน้ำเสียด้วยซ้ำ

ฉันไม่รู้ว่าสระแห่งนี้ลึกแค่ไหน… ความลึกของมันเกินกว่าที่ฉันจะคาดเดาได้

คุณกำลังทำให้ฉันอกสั่นขวัญแขวน

ฉันกลัวว่าถ้าปล่อยไปนานกว่านี้คุณจะไม่โผล่ขึ้นมาอีก

แต่ฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้

… ฉันว่ายน้ำไม่เป็น

ฉันจะได้แต่ตะโกนเรียกชื่อคุณ

อีกครั้ง

และอีกครั้ง

 

 

เขาเป็นคนผลักคุณลงไปและจากไปอย่างไม่ไยดี

ขณะที่คุณอยู่ปริ่มน้ำ คาบอยู่ระหว่างการจมกับไม่จมนั้นเองฉันที่ยืนอยู่บนฝั่งพยายามจะปลอบประโลมให้คุณลุกขึ้นฮึดเพื่อที่จะกลับขึ้นมายืนคุยกันอีกครั้งหนึ่ง

แต่ถ้อยคำปลอบประโลมของฉันไม่ได้ผล

คำขู่ของฉันไม่ได้ผล

… ไม่มีอะไรได้ผลสักนิดเลย ตราบเท่าที่คุณยังไม่ตั้งสติ

คุณกำลังปล่อยให้ความคิดบ้าระห่ำอยู่เหนือคุณ

ถ้าให้ฉันเดาคุณกำลังเสียใจที่เขาทำร้ายคุณแบบนี้ เขาไม่แม้แต่จะเอื้อมมือลงมาช่วยคุณด้วยซ้ำ

คุณกำลังรู้สึกไร้ค่า ไม่มีค่าเขาเลยเหมือนสูญเสียความเป็นตัวเอง

และคุณก็ดำดิ่งลึกลงไปอีก

ลึกจนฉันกังวล

ฉันพยายามจะตะโกนบอกคุณ

ว่าคุณไม่ได้ไร้ค่า

มีคนอยู่ตรงฝั่งนี่ยังไงล่ะ… ที่เห็นค่าและรอการกลับมาของคุณอยู่

 

 

หลายคนที่เห็นฉันกำลังตะโกนเรียกคุณอยู่หยุดดู

บางคนก็เดินผ่านไป บางคนก็หยุดอยู่เคียงข้างฉันเพื่อช่วยเรียกชื่อคุณ

พวกเราต่างหวังว่าเสียงเรียกของพวกเราจะดังพอที่จะเรียกสติคุณให้กลับขึ้นมา

คุณจะลุกสู้อีกหนึ่งครั้ง

พวกเราจะได้ยิ้มให้คุณอีกครั้ง

 

ถึงตอนนี้แม้จะเสียงแหบเสียงแห้งแล้ว

แต่ฉันก็ยังมีความหวังว่าคุณจะกลับมา

และเห็นค่าของตัวเองอีกสักครั้ง

 

ถึงจะลงไปช่วยดึงคุณให้พ้นจากการดำดิ่งครั้งนี้ไม่ได้

แต่ฉันก็จะรออยู่ตรงนี้

จนกว่าที่จะได้เห็นรอยยิ้มของคุณอีกครั้งหนึ่ง

รอยยิ้มที่มาจากใจจริงของคุณ รอยยิ้มที่ไม่ต้องฝืนอีกต่อไป

รอยยิ้มที่เคยทำให้คนรอบข้างยิ้มตามไปกับคุณ

ต่อให้มันจะนานแค่ไหน

จะยากเย็นเท่าไหร่

... ฉันจะรอ

 

Hello Stranger

posted on 06 Jul 2014 21:20 by bluezy in PLACE

แปดโมงเช้า…

ฉันตื่นโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก แม้ว่าจะยังง่วงงุนอยู่เพราะนอนดึกแต่ฉันก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำอยู่ดี

อาบน้ำแล้ว

แต่งตัวแล้ว

แต่งหน้าแล้ว

รูมเมทของฉันเพิ่งตื่น… เราสบตากันผ่านความสลัวของห้องที่ปิดม่านไว้และมีเพียงโคมไฟบนโต๊ะของฉันเท่านั้นที่ให้แสงสว่าง

“กี่โมงแล้ว” เธอถาม

ฉันก้มลงมองเวลาจากโทรศัพท์ก่อนจะตอบ “เก้าโมงครึ่ง”

“ตื่นเช้าจัง แล้วนั่นจะไปไหน”

ฉันส่งยิ้มให้และตอบออกไป “ไม่รู้เหมือนกัน… นั่งรถไปเรื่อยๆ มั้ง”

เธอหัวเราะเล็กน้อย พลิกตัวเข้าข้างฝาและกอดหมอนข้างก่อนที่จะหลับไปอีกครั้งหนึ่ง

ฉันเดินไปเปิดตู้เย็นมองหาขนมและนมกล่องที่ฉันเอามาแช่เย็นไว้เพื่อเป็นอาหารเช้าพลางคิดว่าจะไปไหนดี

และเหมือนเคย… ฉันไม่ได้คำตอบ

 

คุณเคยอยากหนีไปไหนไกลๆ บ้างรึเปล่า

ฉันว่าฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรนะ… แต่บางทีฉันก็ชอบที่จะนั่งรถเล่นไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพบเจอกับคนที่รู้จักฉัน ปล่อยความคิดจากชีวิตที่แสนจะยุ่งเหยิงเสียบ้าง

ฉันชอบเวลาที่ฉันได้อยู่คนเดียว

ฉันกระโดดลงจากรถเมล์เมื่อรถแล่นมาใกล้กับห้องสมุดแห่งหนึ่งที่ฉันค่อนข้างจะมั่นใจว่ามันห่างไกลเกินกว่าคนที่ฉันรู้จักจะมาที่นี่

… ฉันหวังว่าฉันจะคิดไม่ผิด

 

ฉันหยิบหนังสือเก่าเก็บเล่มหนึ่งขึ้นมา มันเป็นหนังสือเล่มโปรดของฉันตั้งแต่มัธยมแต่ว่าหาซื้อได้ยากเหลือเกิน แม้ว่าฉันจะพยายามไปตามหาที่ร้านหนังสือต่างๆ หรือแม้แต่ร้านหนังสือเก่าในสวนจตุจักรฉันก็ไม่พบมัน

ฉันมองรอบๆ ห้องสมุดให้สบายอีกครั้งว่าจะไม่มีคนที่ฉันรู้จักโผล่พรวดพราดมาแถวนี้

เมื่อแน่ใจแล้วฉันก็ยิ้มกับตัวเองหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะพาหนังสือเล่มโปรดไปอยู่ที่มุมในสุดของห้องสมุด

ก่อนที่จะเริ่มต้นอ่านฉันพลิกหนังสือไปยังหน้าสุดท้ายเหมือนที่ชอบทำ บนหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ยังมีตารางสำหรับยืมหนังสือค้างไว้อยู่ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ห้องสมุดจะเปลี่ยนมาใช้คอมพิวเตอร์สำหรับระบบยืมคืนหนังสือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความจริงนี่เป็นอีกอย่างในเทคโนโลยีที่ก้าวไกลแต่ว่าฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก แต่ก่อนตอนสมัยอยู่ประถมหรือมัธยมนั้น ฉันชอบแอบดูว่าหนังสือเล่มที่ฉันชอบมีใครอ่านไปแล้วบ้าง

ในหลายครั้งอยู่เหมือนกันที่ฉันได้เห็นลายมือยึกยือของเพื่อนร่วมห้อง หรือว่ารุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักกันเป็นคนยืมหนังสือเล่มที่ฉันชอบและเราก็ได้คุยกันถึงหนังสือเล่มนั้น

ฉันว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีใครสักคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน

... และได้สนทนาในเรื่องนั้นไปด้วยกัน

 

ในหน้าสุดท้ายของหนังสือที่ฉันกำลังอ่านอยู่มีกำหนดคืนหนังสือเป็นหลายปีมาแล้ว

บางทีฉันก็นึกอยู่เหมือนกันว่าคนที่เคยอ่านเมื่อหลายปีมาแล้ว จะยังชอบและอยากอ่านอีกครั้งหนึ่งเหมือนฉันหรือเปล่า

ฉันก็ได้แต่สงสัยอยู่เพียงลำพัง

 

ฉันอ่านหนังสือด้วยความเพลิดเพลินไปจนถึงกลางเล่ม… แล้วก็ได้พบที่คั่นหนังสือรูปการ์ตูนหวานแหววคั่นอยู่

ฉันเลิกคิ้วเล็กน้อย… หนังสือเล่มนี้ดูตึงเครียดเกินกว่าที่จะถูกคั่นไว้ด้วยที่คั่นหนังสืออันนี้

แต่จะแปลกอะไร คนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นสาวน้อยน่ารักผู้ชอบหนังสือแนวลึกลับสอบสวนก็เป็นไปได้

ฉันหยิบที่คั่นหนังสือไปคั่นไว้ที่ระหว่างปกหน้ากับหน้าแรกของหนังสือแล้วก้มลงอ่านต่อไป

 

กว่าที่ฉันจะอ่านหนังสือเล่มหนานี่จบก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกหิวและลงความเห็นกับตัวเองว่าควรจะหาอะไรสักอย่างกิน เดินเล่นแถวนี้อีกสักหน่อยและกลับหอพัก

ฉันปิดหนังสือลงและก้มลงมองหน้าปกหนังสืออย่างเสียดายที่ไม่ได้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้ ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อนำหนังสือไปไว้ยังชั้นวางหนังสือที่อ่านแล้วให้บรรณารักษ์จัดการต่อไป

ยังไม่ทันทีฉันจะได้วางลงไปให้เรียบร้อยก็มีมือหนึ่งมาคว้าหนังสือไปเสียก่อน

“ขอโทษครับ” พอเห็นว่าฉันหันไปทำตาขวางใส่ เขาก็รีบขอโทษขอโพยแล้วปล่อยหนังสือคืนให้ฉัน

“พอดีผมลืมของไว้ในหนังสือเล่มนั้น”

ฉันเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจก่อนที่จะเปิดหน้าแรกแล้วหยิบที่คั่นหนังสือออกมายื่นให้เขา “นี่รึเปล่าคะ”

อาจจะเพราะสายตาเคลือบแคลงของฉันทำให้เขาหัวเราะเจื่อนๆ รับที่คั่นหนังสือลายน่ารักนั้นไปก่อนจะรีบบอกออกมาอย่างต้องการแก้ตัว “ของน้องสาวผมน่ะครับ ของรักของหวงของน้อง ผมโดนด่าซะยกใหญ่เลย”

ฉันหัวเราะโดยไม่พูดอะไร วางหนังสือลงบนชั้นอีกครั้งหนึ่ง

“เล่มนั้นน่ะ สนุกมากเลยนะครับ ผมอ่านตั้งสองรอบแหน่ะ ตอนแรกไม่อยากเอามาคืนเลย” เขาชวนคุย

ฉันพยักหน้า “ฉันชอบมานานแล้วแต่ยังหาซื้อเก็บไม่ได้ ดีแล้วแหละที่คุณเอามาคืน ไม่อย่างนั้นฉันคงอดอ่าน”

เขาหัวเราะ “ผมชอบนักเขียนคนนี้”

ฉันยิ้มและเหลือบมองใบที่ถุงพลาสติกใสในมือของเขา

“ฉันชอบวงที่คุณซื้อซีดีมาเหมือนกัน”

เขาทำตาโตก่อนชูถุงพลาสติกในมือขึ้น “คุณรู้จักด้วยเหรอครับ”

ไม่แปลกที่เขาจะแปลกใจ… ก็วงดนตรีนั้นเป็นวงดนตรีเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไหร่นัก

“เพื่อนของฉันเล่นคีย์บอร์ดให้วงนี้” ฉันตอบสั้นๆ ก่อนที่จะพูดต่อ “เดี๋ยวน่าจะอีกสองสามสัปดาห์น่าจะได้ไปเล่นที่เทศกาลดนตรี” ฉันเอ่ยชื่อเทศกาลดนตรีที่ไม่ใหญ่มากให้เขาฟัง

เขาพยักหน้า “แล้วคุณจะไปรึเปล่า”

ฉันยิ้ม

“ถ้าอย่างนั้นไว้เจอกันในงาน ขอบคุณที่เก็บที่คั่นหนังสือไว้ให้นะครับ”

ฉันยิ้มอีกครั้งก่อนจะเอ่ยคำลาและเดินจากมา

 

หนังสือ ดนตรี หนังมักจะพาคนที่มีลักษณะคล้ายๆ กันมารู้จักกันอยู่เสมอ

และมิตรภาพก็มักจะงอกเงยจากการเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน แม้ว่าเราจะมาจากไหนก็ตาม

 

ฉันดีใจที่วันนั้นไปห้องสมุดแห่งนั้น

และหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่าน

ฉันได้พบกับคนที่ชอบอะไรคล้ายกันจนมาเป็นเพื่อนกันเพิ่มอีกหนึ่งคน

ลาก่อนนะคนแปลกหน้า

และสวัสดีเพื่อนใหม่ :)

between you and me

posted on 29 May 2014 20:12 by bluezy in ShortFiction

มีคนเคยบอกกับฉันว่า ผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก

หมายถึงเพื่อนสนิทน่ะ

มันจะต้องมีบางมุมบ้างที่คิดกันไกลเกินเพื่อน

แต่แหม… ฉันก็ไม่ได้คิดเกินเพื่อนกับเพื่อนสนิททุกคนนี่นา

 

เขาเคยบอกว่าอะไรที่ฉันเขียนมันมีบางอย่างที่มีกลิ่นอายของฉันอยู่

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าตัวฉันก็มักจะทำอะไรซ้ำแบบเดิมอยู่เสมอ หรือเป็นเพราะว่าเขาคุ้นชินกับการเริ่มต้นเขียนในแบบของฉัน

แต่จะเป็นเพราะอะไรก็ตามแต่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราก็คุ้นเคยกันดี

ฉันนับเขาไว้ในฐานเพื่อนสนิท แต่ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันเป็นอะไรสำหรับเขา

 

 

1

 

อากาศหน้าร้อนมันร้อน มีดีอย่างเดียวที่ฉันชอบคือท้องฟ้าสวย

บ่ายสี่โมงเย็นฉันนั่งอยู่ในสวนสาธารณะ จ้องมองเด็กๆ กำลังเล่นชิงช้าหรือสไลเดอร์กันอย่างสนุกสนาน

“ให้” วัตถุเย็นๆ มากระทบที่แก้มของฉันพร้อมกับรอยยิ้มสดใสเหมือนท้องฟ้าฤดูร้อนของเขา

ไอติมแบบแท่งรสโปรดของฉันถูกส่งมาให้ พร้อมกับกระดาษทิชชู่ซองเล็กที่เขาบอกหน้าตาเฉยว่ายังไงก็ต้องมีไว้ เพราะถ้าเป็นฉันตัวจริงเสียงจริงก็ต้องกินไอติมเลอะ

ฉันหัวเราะ แกะซองไอติมออกและตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

ฉันเหลือบมองท่าทางมีความสุขเวลาตักไอติมรสช็อกโกแลตแบบถ้วยของเขาแล้วก็ยิ้ม ไอ้ท่าทางแบบนี้แหละที่ทำให้ฉํนหลงผิดเป็นชอบชอบเขาไปในปีแรกที่รู้จักกัน

ปีแรกที่รู้จักกันเพราะฉันเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเขาอีกที โอ๊ย! มันซับซ้อนเกินจะกล่าว เอาเป็นว่าพอเลิกเรียนปุ๊บเราก็พากันไปตะเวณกินแถวๆ ที่เรียนนั่นแหละจนจากเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนก็กลับกลายเป็นสนิทกันดี

สนิทไม่พอฉันก็ดันไปชอบเขาเสียนี่!

พอเริ่มนานวันเข้าจนเริ่มเข้าสู่ปีที่สองที่รู้จักกัน ก็ตอนที่ฉันเริ่มรู้สึกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนั่นแหละเขาก็พาแฟนมาให้ฉันรู้จัก

หลังจากนั้นหลายปีเขาก็ยังพาแฟนคนใหม่มาให้ฉันรู้จัก เอ่อ… ฉันพยายามจะบอกว่าไม่ต้องก็ได้ ดูสายตาแฟนของแกก่อนเถอะ ไม่ได้มีความไว้วางใจในตัวฉันอยู่เลย

ฉันยังนิยามว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทของฉันอยู่ถึงแม้ว่าหลังๆ จะเจอกันสามสี่เดือนที ไม่ค่อยได้คุยกันเหมือนเก่าแล้วก็ตาม

“จะจ้องอีกนานรึเปล่า ไอติมหยดหมดแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้นมาถามพลางขมวดคิ้วใส่

“ไม่จ้องก็หยด” ฉันยักไหล่ “ท่าทางมีความสุขแปลกๆ นะ”

“เพิ่งเลิกกับแฟน” คำตอบของเขาทำเอาฉันเกือบสำลักไอติมของตัวเอง เขายิ้มให้หนึ่งทีก่อนจะพูดออกมาอย่างสบายๆ “ก็คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ระหองระแหงกันมานาน เลิกกันแหละดีแล้ว ให้แต่ละคนไปที่ชอบๆ”

“นั่นมันเรียกว่าดีเหรอวะ”

ฉันถามและได้รับคำตอบเป็นการยักไหล่และก้มหน้ากินไอติมต่อของเขา

 

 

2

 

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สนิทสนมกลมเกลียวกันเท่าไหร่ แต่ก็นับว่าความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขาก่อปัญหาอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

ปกติแล้วฉันก็เคยชินกับการไปกินข้าวดูหนังคนเดียว แต่เมื่อเขาโผล่พรวดเขามาเมื่อไหร่ก็มักจะทำให้ฉันได้ทะเลาะเบาะแว้งกับคนที่ฉันคุยด้วยอยู่เสมอ

ฉันก็ไม่เข้าใจหรอกว่าไอ้การเป็นเพื่อนกันมาหลายปีนี่มันน่าระแวงตรงไหน

“แล้วมาอย่างนี้จะมีปัญหากับใครอีกรึเปล่า” เขาเงยหน้าขึ้นมาถามหลังจากจัดการไอติมของเขาเสร็จแล้วและทอดสายตามองเด็กๆ ในสวนสาธารณะ

“ไม่มี”

“ไม่มีปัญหาหรือว่าไม่มีใคร”

“ไม่มีใคร” คำตอบของฉันทำให้เขายิ้มขำ

“ทำไม ไล่ไปหมดอีกแล้วรึไง”

ฉันถอนหายใจ “ไม่ได้ไล่… คงทนไม่ได้ก็หนีไปเอง”

เขาหันมาทำสีหน้าจริงจังใส่ “หรือว่าเรากับแกควรจะเป็นแฟนกันจริงๆ จะได้ทนมือทนเท้ากันได้ ที่ผ่านมาก็ดูไม่ค่อยมีใครทนแกได้ เหมือนที่ไม่มีใครทนเราได้”

ฉันเอื้อมมือไปโบกหัวของเขาเสียหนึ่งที “อากาศร้อนจนประสาทกลับหรือไงยะ”

เขาหัวเราะร่วน ฉันค่อยแอบโล่งใจที่ได้รู้ว่าเขาพูดเล่น

“มีแฟนสักทีสิวะ แกเป็นผู้หญิงไปไหนมาไหนคนเดียวบ่อยๆ ไม่อันตรายรึยังไง” เขาพูดเหมือนเป็นการรำพึงแล้วยกนิ้วขึ้นมานับ ฉันขมวดคิ้วใส่ขณะที่เขาพูดหน้าตาเฉย “นับว่าอีกกี่ปีจะอายุสามสิบห้า เพิ่มอัตราของการมีลูกเป็นดาวน์ซินโดรมเชียวนะ”

ฉันจ้องหน้าเขาเขม็งจนเขายกมือไหว้ท่วมหัว “ขอโทษครับคุณแม่ ลูกล้อเล่นนิดเดียวเอง”

ฉันหรี่ตาลง… ก็เห็นอยู่ว่าไอ้ที่พูดอยู่นี่มันเรื่องจริงถึงจะทำท่าเป็นล้อเล่นไปอย่างนั้นก็เถอะ

 

 

3

 

หลังจากนั่งไปนานจนเริ่มรู้สึกรากใกล้จะงอก เขาก็ชวนฉันเดินวนรอบสวนสาธารณะหนึ่งทีก่อนจะหันมาบอก

“ตอนแรกว่าจะชวนดูหนัง แต่ขี้เกียจแล้ว”

“แล้วตกลงเรียกออกมาทำไม”

“ไม่รู้” เขาห่อไหล่ก่อนจะเริ่มพูดต่อ “แค่นึกว่าจะต้องเริ่มงานมันก็รู้สึกห่อเหี่ยวที่ต้องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็เลยอยากเจอแก เวลาเจอแกแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นเด็ก มันสบายใจดี”

ฉันพยักหน้าเพราะจำได้ว่าเขามีกำหนดที่จะต้องเริ่มงานในอีกประมาณหนึ่งเดือนข้างหน้านี้

พระอาทิตย์สีส้มใกล้จะลับมุมตึกไปแล้ว…

“อย่ามาลืมมางานรับปริญญาของเรานะเว้ย ของขวัญชิ้นใหญ่ๆ ถ้าไม่มามีโกรธแน่”

“เออ ไม่ลืมหรอก” ฉันรับปากแล้วแกล้งถามต่อ “ว่าแต่วันไหนนะ”

ฉันโดนผลักหัวจนหน้าแทบคะมำ หัวเราะเพราะว่าไม่ได้มีใครเล่นเป็นเด็กๆ แบบนี้กับฉันนานแล้ว

“กลับบ้านได้แล้วไป เดี๋ยวเราไปดูหนังต่อแล้วค่อยกลับบ้าน” ฉันไล่

เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็นิ่งไปก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง “อย่ากลับบ้านดึกก็แล้วกันนะหนู แล้วอย่าลืมมางานเราด้วยนะ ตกลงจำวันได้ใช่รึเปล่า”

ฉันหัวเราะแล้วพยักหน้า “จำได้ ไม่ลืมแน่นอน”

เขาโบกมือลาก่อนจะเดินลับหายไป

 

มีคนมาถามฉันเสมอว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับเขาจริงหรือเปล่า

ฉันก็มักจะถามกลับว่าแล้วจะให้คิดอะไร

ในความคิดของฉันมีเพื่อนอยู่จำนวนหนึ่งที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจและสามารถเป็นตัวของฉันเองได้

แล้วฉันจะคิดอะไรได้มากกว่าคำว่าเพื่อน

ในเมื่อคำนี้ให้มิตรภาพนานตราบเท่าที่ต่างฝ่ายต้องการ

 

แต่เอาจริงๆ นะ

ถ้ามัน เอ๊ย! เขาไม่เฟรนด์โซนยัดสถานะเพื่อนให้ฉันมาตั้งแต่แรก

ฉันก็อาจจะไม่คิดอย่างนี้ก็ได้

ก็แหม… ถึงตอนนั้นฉันจะคิดว่าการชอบเขามันเป็นการเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่หน่อยๆ

แต่ฉันก็ชอบเขานี่!

เหนื่อยบ้างไหม

posted on 14 Apr 2014 20:53 by bluezy in ShortFiction

1

 

วันนั้นฝนตกหนัก อากาศไม่ร้อนเหมือนวันนี้

คุณยืนอยู่ใต้ร่มสีดำ ฉันยืนอยู่ใต้ร่มสีน้ำเงินเข้ม

เราสองคนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ กำลังรอรถสายที่ผ่านบ้านของฉันให้มาอยู่

วันนั้นฝนตกหนักจนเหมือนว่าร่มที่เรากางอยู่จะไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ ฉันเปียกไปตั้งครึ่งตัว คุณเองก็คงคล้ายๆ กัน

ท่ามกลางฝนที่ตกกระหน่ำ คุณถามฉันหนึ่งคำถาม

‘เหนื่อยบ้างไหม?’

ฉันไม่ค่อยเข้าใจนักกับสิ่งที่คุณถาม ฉันพยายามมองผ่านม่านฝนที่กั้นอยู่ระหว่างเราเพื่อดูว่าคุณกำลังทำสีหน้าอย่างไร แต่ก็พบว่าใบหน้าของคุณนิ่งกว่าปกติ

ปกติแล้วคุณจะเป็นคนที่ยิ้มง่าย เบิกบานกับทุกเรื่อง

นั่นแหละที่ฉันชอบ

คุณหัวเราะ มองไปที่ถนนและพูดโดยไม่หันกลับมามองฉัน

‘ผมแค่รู้สึกเหนื่อย เหมือนผมกำลังพยายามฝ่ายเดียว’

… ฉันไม่มีคำตอบอะไรให้คุณ

‘คุณไม่เคยว่าง ชวนไปไหนคุณก็บ่ายเบี่ยง จนผมเหนื่อยจะวิ่งตาม’

… ฉันก็ยังไม่มีคำตอบ

‘แล้วผมก็รู้สึกว่าชีวิตของเรามันไม่เห็นมีอะไรที่จะเข้ากันได้เลย’

….  ฉันก็ยังไม่มีคำตอบอยู่เช่นเดิม

รถเมล์ปรับอากาศสายที่ฉันขึ้นประจำแล่นผ่านไปหนึ่งคันแล้ว

ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังช็อกนิดๆ กับสิ่งที่คุณพูด จนกระทั่งในที่สุดฉันก็หาเสียงของฉันเจอ ‘ถ้าคุณเหนื่อย ฉันว่าคุณพอแค่นี้ก็ได้’

เกิดความเงียบอึดอัดขึ้นระหว่างเรา

รถเมล์ปรับอากาศคันใหม่แล่นมาจอดตรงหน้าอีกครึ่ง ฉันขยับตัว

‘ฉันกลับบ้านก่อนแล้วกัน คุณไม่ต้องไปส่งหรอก’

ฉันเห็นคุณยืนกางร่มสีดำอยู่ที่เดิมผ่านฝ้าฝนที่เกาะอยู่ริมหน้าต่างบ้านใส ก่อนที่ฉันจะเลิกที่จะใส่ใจจะมอง

ฉันไม่รู้ว่าหยดน้ำที่เกาะอยู่เต็มหน้าของฉันมันเป็นน้ำตาหรือว่าน้ำฝน

 

 

 

2

 

แต่เราก็ไม่ได้พบกันอีก… มันไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่หรอก

ก็อย่างที่คุณบอกฉันนั่นแหละ ชีวิตของเราไม่ได้เข้ากันได้ เราเดินทางกันมาคนละทางตั้งแต่ต้น

… ถ้าไม่พยายาม มันก็จะไม่มีวันได้บรรจบกัน

ฉันไม่รู้ว่าคุณพยายามจนสุดความสามารถแล้วรึเปล่า

แต่ฉันรู้ว่าคุณก็พยายาม

 

ฉันยังนั่งรถเมล์สายเก่าอยู่เพราะนั่นคือทางกลับบ้านของฉัน

ฉันยังฟังเพลงที่คุณส่งให้ฉันฟังอยู่เพราะถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ส่งให้ฉัน ฉันก็เห็นว่ามันเพราะอยู่ดี

เวลาที่ผ่านไปเชื่องช้ามันนานพอที่จะไม่ทำให้ฉันคิดถึงคุณอีกต่อไป

 

 

 

3

 

สุดท้ายโลกก็หมุนวนให้เรากลับมาเจอกันให้วันหนึ่ง

วันนี้อากาศร้อนเปรี้ยง ฉันยังคงยืนรออยู่ที่ป้ายรถเมล์ป้ายเดิม สาละวนอยู่กับการแก้ปมหูฟังที่ยุ่งเหยิงตลอด เมื่อแก้เสร็จเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นคุณยืนอยู่

คุณกำลังยืนถือไอศกรีมขนมปังที่ซื้อมาจากรถเข็นอยู่… รสกะทิ ฉันจำได้ว่าคุณชอบ

เราสบตากันเพียงชั่วครู่ก่อนที่คุณจะเอ่ยปากถามก่อน

‘สบายดีนะ’

ฉันว่าฉันก็ไม่สบายเท่าไหร่ แต่ก็ตัดสินใจไม่ตอบไป

‘ก็ดี แต่อากาศร้อนหน่อย’ ฉันชูถุงที่บรรจุไอศกรีมควอทที่ขายอยู่ในร้านดังขึ้นให้คุณดู คุณเหลือบมองมันนิดๆ แล้วก้มลงมองขนมปังในมือ

‘คุณสบายดีนะ’ ฉันถามออกไปเพื่อให้บรรยากาศระหว่างเราดีขึ้นหน่อย

‘สบายดี’ คุณตอบ

ฉันภาวนาให้รถเมล์ของฉันมาสักที แต่ก็ไม่มีวี่แวว

จนกระทั่งรถเมล์ของคุณมาก่อน คุณหันมามองฉันนิดๆ แล้วบอกลา กระโดดขึ้นรถเมล์คันนั้นไป

ส่วนฉันก็ได้แต่มองตาม

 

วันนั้นฉันยังไม่ได้ตอบคำถามของคุณเลย

ที่คุณถามฉันว่าเหนื่อยบ้างไหม

เหนื่อยสิ… ฉันเหนื่อย

ฉันเหนื่อยกับการต้องทำงานหนักและไม่มีเวลาให้ใคร ไม่มีเวลาให้ตัวเอง ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ไม่มีเวลาให้คุณ

ถ้าฉันเลือกได้ฉันคงอยากเป็นผู้หญิงที่มีเวลาว่างมากกว่านี้ ไม่ต้องจมอยู่กับงานที่ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ จะเลิกงานตอนไหน

ฉันอยากจะเป็นคนที่ไปรอคุณก่อนบ้าง ชวนคุณไปเที่ยวไปดูหนัง แต่ฉันไม่ได้มีเวลามากมายขนาดนั้น

… นั่นคือที่คุณไม่รู้

ว่าฉันพยายามแค่ไหนกับการแบ่งเวลาที่แทบจะไม่มีอยู่เลยไปให้คุณ

 

ฉันเหนื่อยกับการที่คุณคิดไปเองว่าฉันต้องอยากเดินในห้างหรู

ฉันอาจจะชอบกินไอศกรีมยี่ห้อนี้ แต่ฉันว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับการเดินกินไอติมขนมปังอยู่ข้างถนนกับคุณ

… นั่นคืออีกสิ่งที่คุณก็ยังไม่รู้

 

แต่เป็นแบบนี้แหละก็ดีแล้ว

…. ฉันว่าอย่างนั้นนะ