ทางกลับบ้าน1
posted on 01 May 2012 22:36 by bluezy in TRAVEL directory Fiction, Travel, Diary*หมายเหตุก่อนอ่าน
เปิด Category ใหม่มาทั้งที่ไม่แน่ใจว่าเอนทรี่ต่อจากนี้จะเรียกได้ว่าท่องเที่ยวหรือเปล่านะ?
อาจจะไม่ได้พบกับสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลากหลายนะคะ แต่ห้าวันที่เหมือนว่าได้เดินทางกลับบ้านนี่เป็นการเดินทางที่แสนพิเศษของเราจริงๆ
ก็เลยเก็บรวบรวมมา
อยากให้ได้อ่านกัน :)
คิดว่าจะยาวและหลายเอนทรี่มาก ฝากด้วยนะคะ ^ ^
ปล. ประสบการณ์นี้ไม่มีรูปมายืนยันนะคะ แหะๆ พอดีไม่ค่อยชอบถ่ายภาพสักเท่าไหร่
ถ้าจะมีใครถามบ้านของฉันอยู่ที่ไหน
ฉันไม่เคยลังเลใจเลยที่จะตอบว่าบ้านของฉันอยู่แถวบางจาก… และถ้าหากว่ายังมีใครที่ทำหน้างุนงงไม่รับรู้ว่าบางจากนี่อยู่ส่วนไหนของโลก ฉันก็จะขยายความสั้นๆ ต่อว่าบางจากเป็นสถานีรถไฟฟ้าที่ต่อมาจากสถานีอ่อนนุช
บ้านของฉันอยู่ในกรุงเทพมหานคร… ทะเบียนบ้านบอกอย่างนั้นและฉันอยู่ที่ตรงนี้มากว่าสิบเจ็ดปีแล้ว
แต่ทุกครั้งที่ไปสถานที่หนึ่ง… ไม่ว่าจะไปหลับอยู่จุดไหน บ้านอาม่า บ้านอาแปะ หรือว่าโรงแรม ฉันก็รู้สึกเหมือนว่าได้กลับบ้าน
ที่แห่งนั้น… จังหวัดร้อยเอ็ด บ้านเกิดของพ่อนั่นเอง
ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ฉันเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังร้อยเอ็ด และก็เหมือนทุกครั้งนั่นแหละที่ฉันไปโดยรถยนต์ส่วนตัวที่มีพ่อขับ แต่ครั้งนี้เป็นเหมือนครั้งพิเศษของฉัน อาจจะเพราะเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องราวมากมายและรู้สึกเติบโตขึ้น…
ฉันในวัยยี่สิบปีกับอีกสองสัปดาห์จึงรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน
และได้เดินทางสำรวจไปในจิตใจของตัวเอง… อีกครั้งหนึ่ง
รถยนต์
ถ้าจะถามว่าฉันชอบช่วงเวลาไหนที่สุดเวลาอยู่กับครอบครัว… เวลานี้ฉันก็คงตอบได้ว่าฉันชอบนั่งรถ
อาจจะฟังดูแปลก นั่นคงเป็นเพราะว่านับตั้งแต่ฉันโต น้องชายคนเดียวของฉันเริ่มเติบโต เราเริ่มกลับบ้านไม่เป็นเวลามากขึ้น ไหนจะเรียนพิเศษ อ่านหนังสือนอกบ้าน เราไม่ค่อยได้ร่วมโต๊ะอาหารสี่คนพร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเมื่อก่อน หรือถ้าร่วมโต๊ะก็เป็นเพียงเวลาสั้นๆ แล้วทุกคนก็แยกย้ายไปทำภารกิจของตัวเอง
ถึงแม้ว่าการเดินทางครั้งนี้เจ้าน้องชายตัวดีของฉันจะไม่ได้มาด้วย แต่บรรยากาศบนรถก็ยังคงเป็นแบบที่ฉันชอบอยู่เหมือนเดิม
พ่อมักจะเล่าเรื่องสมัยที่พ่อเป็นเด็กซ้ำอีกครั้ง… ซึ่งวีรกรรมของพ่อก็แสบใช่ย่อยจนฉันพอจะเดาได้เลยว่าความแสบและกวนเหลือหลายที่เป็นนิสัยของฉันนี่ฉันได้มาจากใคร แม่ก็เล่าเรื่องของนักเรียนตัวเล็กๆวัยประถมสามของแม่ให้ฟังอยู่เสมอ… ส่วนฉันก็เล่าเรื่องราวของฉันและเพื่อนๆ เรียกได้ว่าพ่อแม่รู้จักเพื่อนทุกคนที่อยู่รอบตัวฉัน
… และแน่นอนว่าไม่มีความลับระหว่างเรา
ฉันคิดว่าแม่น่าจะชอบใจกับการที่ฉันเล่าทุกเรื่องให้แม่ฟัง… เพราะนั่นทำให้แม่ได้ต้องเป็นกังวลว่าฉันมีเพื่อนแบบไหน อยู่ในสังคมยังไง เจอเรื่องราวแบบไหนมาบ้าง แต่กับพ่อ… บางทีฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะถ้าฉันเริ่มพูดถึงเรื่องราวความรักพ่อมักจะตัดบทและไล่ให้ฉันไปเล่าให้แม่ฟังแค่สองคนก็พอ
น่าจะเป็นหวงลูกสาวจนไม่อยากฟังมากกว่านะฉันว่า… แต่ก็นั่นแหละ ฉันก็สบายใจอยู่ดีที่ได้เหล่าให้พ่อและแม่ฟังในทุกๆ เรื่องโดยไม่มีคำโกหก
นอกจากเรื่องราวต่างๆ ที่ได้เล่าสู่กันฟังแล้ว การฟังเพลงก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่พวกเราชอบทำ
เพลงบนรถเป็นเพลงที่รวมทุกสิ่งอย่างไว้จนน่าปวดหัว ไม่ว่าจะเป็นเพลงของนันทิดา แก้วบัวสาย, แหวน ฐิติมาของแม่ แพลงคาราบาว, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, โฮป แฟมิลี่ที่พ่อชอบฟัง หรือจะเป็นเพลงยุคถัดๆ มาอย่างนูโว ไมโคร (ซึ่งก็ถือว่าเก่าสำหรับฉันอยู่ดี) แต่ก็เป็นเพลงที่เราสามคนสามารถร้องคลอกันไปแก้ง่วงได้เสมอ
ใช่แล้ว… ฉันไม่อยากง่วงระหว่างที่พ่อขับรถ
… เหมือนคราวนั้น
อย่าประมาท
ชีวิตฉันนี่เคยพบกับอุบัติเหตุเจ็บตัวขนาดต้องนอนโรงพยาบาล และถึงแม้ว่าจะป่วยบ่อยด้วยโรคประจำตัว แต่ว่าก็ยังไม่เคยสาหัสถึงขั้นต้องแอดมิทนอนโรงพยาบาลหลายๆ คืนอยู่ดี
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่รู้สึกว่าชีวิตของฉันเข้าใกล้ความตาย…
ครั้งแรกที่ทำให้ฉันรู้สึกใจหายวาบ ก็คือครั้งที่ไปไหว้พระรอบกรุงรัตนโกสินทร์ขอพรในช่วงปีใหม่ก่อนการสอบเข้ามัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ครั้งนั้นเกิดระหว่างที่ฉันกำลังจะก้าวลงเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวะที่เท้ากำลังจะเหยียบลงไปนั้นเรือก็กำลังโคลงเคลงเบนออกจากตัวฉันพอดี ฉันจำได้ว่าตอนนั้นแม่ดึงฉันกลับมาอย่างแรงจนฉันเจ็บต้นแขน
ฉันไม่ค่อยอยากนึกเท่าไหร่ว่าเด็กประถมหกที่ว่ายน้ำไม่เป็นในตอนนั้น (และตอนนี้ฉันก็ยังว่ายน้ำไม่เป็น) ถ้าหากร่วงหล่นลงไปใต้ท้องเรือ… จะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็นึกสยดสยองทุกทีที่คิดถึงเรื่องนี้
ครั้งที่สองที่ฉันจำความรู้สึกได้แม่นยำและยังกลัวมาจนถึงทุกวันนี้คือตอนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เกือบทั้งห้องตอนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ตอนนั้นเราไปถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ในเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ด้วยสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ของฉัน เมื่อเดินขึ้นเขาลงเขาก็ทำให้เหนื่อยและปวดขาจนขาสั่นเองได้ เพื่อนๆ เลยตกลงกันว่าขากลับพวกเราจะไม่สมบุกสมบันปีนเขากลับไปอีกแล้ว พวกเราจะนั่งเรือกลับ
โชคร้ายเป็นของฉันกว่านั้นมาก เพราะว่าในวันนั้นคลื่นลมแรงจนเจ้าหน้าที่ไม่อยากจะเอาเรือออกไปส่งพวกเรา แต่นอกเหนือจากฉันที่เหนื่อยจนแทบหมดแรงแล้วก็จะมีเพื่อนอีกสองคนที่รู้สึกป่วย เจ้าหน้าที่จึงยอมให้เอาเรือเล็กออกไปส่งพวกเราสามคนขึ้นฝั่ง ในขณะที่เพื่อนคนอื่นทยอยเดินกลับไปด้วยการปีนเขาเช่นเคย
อย่างที่บอกไปว่าวันนั้นคืนลมแรงมาก และเรือก็แสนจะเล็กและบอบบาง ฉันที่กลัวเรืออยู่แล้วก็ได้แต่นั่งเกร็ง สวดภาวนาให้ตัวเองรอดปลอดภัยไปถึงฝั่งและกำชูชีพแน่นเข้าไว้ เมื่อไปถึงฝั่งแล้วฉันก็ไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้เพราะขวัญเสียหรือว่าหัวเราะดีใจที่ตัวเองรอดปลอดภัยได้ แต่เท่าที่จำได้ก็คือฉันไม่มีแรงแม้แต่เดินขึ้ยฝั่งเอง เพราะขาทั้งสองข้างเป็นตะคริวจนขึ้นเป็นลูกๆ
ทุกวันนี้ถ้าเลือกได้… เรือจะเป็นพาหนะสุดท้ายที่ฉันจะโดยสาร
และครั้งสุดท้าย… คือครั้งที่ฉันและพ่อเพียงสองคนเดินทางไปร้อยเอ็ดด้วยในกันช่วงกลางมกราปีที่แล้วนี่เอง
ปกติถ้าขับรถไปไกลๆ นั้น เวลาที่พ่อเหนื่อยหรือง่วงนอน พ่อจะผลัดให้แม่เป็นคนขับรถแทนพ่อ แต่คราวนี้เมื่อไปกับฉันซึ่งขับรถไม่เป็นเพียงสองคน พ่อจึงไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย
ฉันจำได้ว่าตอนนั้นพ่อกำลังขับรถอยู่ในแถบอำเภอสีดา… แล้วจู่ๆ ก็ขับแฉลบไปด้านขวาหน้าตาเฉย
ยังดีที่ฉันไม่ได้หลับ ยังดีที่ฉันยังพอมีสติ และยังดีที่ฉันไม่ได้คว้าพวงมาลัยกลับมา ฉันทำเพียงแต่เรียกพ่อสองสามครั้งให้พ่อได้สติและขับรถกลับมาอยู่ในเลนก่อนที่เราจะไถลลงช่องว่างกลางถนนและรถเกิดการพลิกคว่ำสักตลบ
ครั้งนั้นเรานั่งเงียบไม่พูดกันด้วยความมึนงงกับสิ่งที่เพียงเกิดขึ้น
ฉันรู้สึกได้ว่าชีวิตของฉันแขวนไว้อยู่บนเส้นด้าย… ฉันต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด
เพราะเราไม่รู้เลยว่า… วันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต
และแน่นอนว่าทุกครั้งที่นั่งรถกับพ่อ… ฉันจะพยายามเรียกตัวเองให้ตื่นเสมอ ส่วนพ่อก็ดูเหมือนจะตั้งใจขับรถและยอมหยุดพักเมื่อง่วงบ่อยขึ้น
การใช้ชีวิตอยู่ในความไม่ประมาท… มันดีที่สุดแล้วจริงๆ
คนบ้านเดียวกัน
คนทั้งตลาดบางจากรู้จักพ่อฉัน…
เมื่อไหร่ที่พ่อเดินจากหน้าปากซอยมาส่งฉันขึ้นรถไฟฟ้าไปเรียน มันต้องเสียเวลากว่าความเป็นจริง ไม่ว่าจะหยุดทักทายลูกสาวตัวน้อยของคนขายกล้วยปิ้ง ทักทายกับพ่อค้าหมูปิ้ง พูดคุยกับพนังงานของกรุงเทพมหานคร สวัสดีพ่อของเพื่อนสมัยประถมของฉัน
ส่วนขากลับพ่อก็จะทักทายกับอาแปะที่ร้านขายหนังสือพิมพ์ พูดคุยเรื่องฟุตบอลกับช่างทำกุญแจ
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวเล็กๆ ที่ฉันรู้สึกว่ามันน่ารักท่ามกลางสังคมเมืองดี
เพราะถึงแม้ว่าฉันจะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเป็นประจำ ทำให้ต้องกินข้าวกลางวันที่ร้านฟาสฟู้ดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในห้างแห่งนั้นประจำ… แต่ฉันก็ไม่ได้คุ้นเคยกับพนักงานของที่นั่นเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มที่ได้ก็เป็นรอยยิ้มที่เป็นไปตามมารยาทของพนักงานซึ่งบางทีฉันก็แอบคิดนะคะว่ามันดูเหมือนหุ่นยนต์ไปหน่อย
แต่นั่นก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจว่าในวันหนึ่งมีคนเข้าออกร้านตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคน… จะให้มาสนิทสนมคุ้นเคยมันก็ยากเย็นเกินไปแล้วแหละ
เพราะเหตุนี้ฉันถึงรู้สึกแปลกใจเมื่อเข้าไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าโปรดในจังหวัดร้อยเอ็ดของฉัน
ด้วยความที่ฉันเป็นคนชอบทำอะไรซ้ำซากจนกว่าจะเบื่อ ดังนั้นพักหลังที่ฉันมาร้อยเอ็ดจึงมากินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านนี้ติดกันอย่างน้อยสองสามวันเป็นอย่างต่ำ แต่ว่าฉันก็ไม่ได้มาที่ร้อยเอ็ดบ่อยเท่าไหร่ ฉันก็ไม่นึกหรอกว่าเจ้าของร้านจะจำฉันได้หรอก
แต่ว่าเจ้าของร้านก็จำฉันได้… แถมยังถามฉันอีกด้วยว่าสั่งก๋วยเตี๋ยวธรรมดา ไม่สั่งพิเศษแบบเดิมจะอิ่มเหรอ? (ว่าแล้วก็แอบรู้สึกอายเหมือนกันนะคะ กลายเป็นคนกินจุตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้)
ฉันว่ามันเป็นกลิ่นอายความน่ารักของคนต่างจังหวัดและทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น
ฉันรู้แล้วแหละ… คนบ้านเดียวกันมันเป็นแบบนี้นี่เอง :)